วันนี้ (28 ตุลาคม 2568) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ของสหรัฐอเมริกา เข้าพบนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) ที่พระตำหนักอากาซากะ ในกรุงโตเกียว เพื่อทำการลงนามข้อตกลงทางการค้าและผลประโยชน์หลายฉบับ อาทิ ความร่วมมือในการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติ การนำเข้าถั่วเหลืองจากญี่ปุ่น การหยุดการนำเข้า LNG ของรัสเซีย รวมถึงการจัดหา “แรร์เอิร์ธ” หรือแร่หายาก เพื่อกระชับสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
การลงนามเพื่อจัดหาแร่หายากนี้มุ่งเน้นการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและมั่นคง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า, แบตเตอรี่, อุปกรณ์อิเล็กซ์ทรอนิกส์ และยุทโธปกรณ์ทางทหาร โดยข้อตกลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์สหรัฐฯ ในการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ควบคู่ไปกับความพยายามในการเจรจาให้ญี่ปุ่นเปิดตลาดรถยนต์ ซึ่งก่อนหน้านี้ปิดกั้นไม่ให้สหรัฐฯ เข้าไปลงทุน
ทว่าหลังจากซานาเอะเข้ารับตำแหน่งได้เพียงไม่นาน เธอคลายความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ ด้วยการพิจารณานำเข้า FORD F-150 รถกระบะที่ขายดีที่สุดในสหรัฐฯ เพื่อใช้เป็นยานพาหนะของหน่วยงานรัฐบาล (เช่น ใช้ในการตรวจสอบถนนหรือโครงสร้างพื้นฐาน) ซึ่งถือเป็นการแสดงท่าทีเชิงบวกและเป็นมิตรต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อหวังบรรเทาความตึงเครียดทางการค้า และลดความเสี่ยงจากการถูกเก็บภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลังการลงนามมีรายงานว่า เอกสารลงนามฉบับแรกมีความยาวไม่ถึงหนึ่งหน้ากระดาษ สลักใจความที่ยืนยันตามกรอบข้อตกลงเดิมคือ สหรัฐฯ จะจัดเก็บภาษีนำเข้าญี่ปุ่น 15% ขณะที่ญี่ปุ่นจะจัดตั้งกองทุนมูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อการลงทุนในสหรัฐฯ
ในส่วนของข้อตกลงฉบับที่สองซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นในการจัดหาแรร์เอิร์ธหรือแร่ธาตุหายาก เป็นข้อตกลงที่ระบุว่าเงินลงทุนบางส่วนจะนำไปใช้พัฒนาแร่ธาตุหายากที่จำเป็นสำหรับเทคโนโลยีขั้นสูง
ที่มา
