บางความสัมพันธ์มันไม่ได้เริ่มจากความหวือหวา แต่มันเริ่มจาก “การอยู่ในพื้นที่เดียวกัน” แล้วปล่อยให้เวลาค่อย ๆ พิสูจน์ ปล่อยให้แรงเหวี่ยงของ Destiny และจังหวะของวันเวลาที่พาคนสองคนก้าวเข้ามาทำความรู้จักกันใหม่ ในเส้นทางใหม่ ๆ ของแต่ละคน
‘ฟอส-บุ๊ค’ เป็นความสัมพันธ์แบบนั้นเลย ไม่จำเป็นต้องมีคำใหญ่โต ไม่ต้องมีประโยคที่หวาน ๆ แต่มีบางอย่างที่คนดูรู้สึกได้เสมอว่า…พวกเขา “ไปด้วยกัน” จริง ๆ ผ่านทั้งวันที่โลกยังไม่รู้จักชื่อของเขา ไปจนถึงวันที่แค่ยืนข้างกัน ก็ทำให้คนดูยิ้มเล็กยิ้มน้อยได้แล้ว
และครั้งนี้ ทั้งคู่กลับมาอีกครั้งในซีรีส์ “ความลับในบทเพลงที่บรรเลงไม่รู้จบ (Melody of Secrets)” เรื่องเล่าที่พาเราไปไกลกว่าความโรแมนติก เพราะเงาของคดี ความลับ ความทรงจำ และคำถามที่ว่า “เรายังเชื่อใจใครได้จริง ๆ มั้ย” ซ่อนอยู่ในทุก ๆ ตอน
วันนี้ SUM UP ชวนฟอส-บุ๊คมานั่งคุยกันแบบสบาย ๆ คุยถึงตัวละครที่โตขึ้น ความรักที่ไม่ได้มีแค่ความหวาน และความสัมพันธ์ของคนสองคนที่ไม่ใช่แค่พาร์ตเนอร์ในจอ แต่เป็น “คนที่รู้จังหวะกัน” ในชีวิตจริง เพราะในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปรวดเร็วมาก ๆ มันไม่ง่ายเลยนะ ที่จะเจอใครสักคนที่เรารู้ว่า…อย่างน้อย เราก็ไว้ใจได้ และไม่ง่ายเลยเช่นกันที่จะมีคนหนึ่งคนที่คอยบอกเราเบา ๆ ว่า “ลุยไปด้วยกันนะ”
“ความลับในบทเพลงที่บรรเลงไม่รู้จบ (Melody of Secrets)”

เมื่อความทรงจำกลายเป็นชิ้นส่วนที่ขาดหาย ความจริงจึงไม่ใช่สิ่งที่เดินไปถามแล้วจะได้คำตอบ แต่มันกลายเป็นทางเดินยาว ๆ ที่ต้องใช้ทั้งความกล้า ความอดทน และความไว้ใจ โดยเฉพาะความไว้ใจต่อคนที่อยู่ข้าง ๆ เรา
‘ฟอส’ รับบทเป็น “แทนคุณ” นักอาชญาวิทยาที่ดูเหมือนจะถือความจริงไว้ในมือ แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ใครบางคนได้พักใจ
ส่วน ‘บุ๊ค’ รับบทเป็น “บทเพลง” นักข่าวสายอาชญากรรมที่กำลังตามหาความจริง ในขณะที่ตัวเองกลับมีช่องว่างของความทรงจำ มีคำถาม มีความกลัว และมีความรักที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาจากตรงไหน
และนั่นทำให้ความสัมพันธ์ของตัวละครค่อย ๆ เติบโต ท่ามกลางคดี ท่ามกลางบาดแผล และท่ามกลางความไม่แน่ใจ


ฟอส : ในเรื่องผมรับบทเป็น “แทนคุณ” ครับ เป็นนักอาชญาวิทยา ซึ่งจริง ๆ ผมรู้สึกว่ายังมีแฟน ๆ หลายคนอาจจะไม่ค่อยเข้าใจว่าอาชีพนี้ทำอะไร
หน้าที่ของนักอาชญาวิทยาคือ เวลาเกิดคดีขึ้น ตำรวจมีผู้ต้องสงสัย แต่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นฆาตกร เราก็จะเข้าไปช่วยวิเคราะห์ ช่วยดูว่าจากพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัยแต่ละคน มีใครที่ดูผิดปกติ มีแนวโน้มที่จะเป็นคนร้ายได้บ้าง
บางทีเราก็จะดูจากคำพูดเลยว่า “คุณพูดจริงไหม” หรือ “มีพฤติกรรมอะไรที่บ่งบอกว่ากำลังโกหกอยู่หรือเปล่า”
ผมได้ไปคุยกับนักอาชญาวิทยาจริง ๆ มา เขาก็เล่าให้ฟังเหมือนกันว่าโดยส่วนใหญ่ คนที่โกหกหรือมีพิรุธ มักจะมีสัญญาณบางอย่าง เช่น หลบตา ลุกลี้ลุกลน หรือถ้าเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วโดนถามใหม่อีกที บางคนจะเรียบเรียงไม่ได้ เพราะมันต้องนึก ต้องคิด เหมือนเรื่องมันไม่ได้อยู่ในความจริงของตัวเอง
แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับบุคลิกของแต่ละคนเหมือนกัน เพราะนักอาชญาวิทยาแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน นิสัยไม่เหมือนกัน จุดสำคัญคือการจับจุดสังเกต ว่าควรดูอะไรจากผู้ต้องสงสัยมากกว่าครับ
ส่วนแทนคุณในเรื่อง เขาเป็นหนุ่มนักเรียนนอกที่กลับมา แล้วมีคดีหนึ่งที่ต้องเข้ามาช่วยไขให้ได้ ซึ่งคดีนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้มาเจอกับ “บทเพลง” นักข่าวสายอาชญากรรมครับ


บุ๊ค : ตัวละคร “บทเพลง” จะเริ่มเรื่องมาด้วยการเป็นคนความจำเสื่อม คือเขาประสบอุบัติเหตุตอนอายุประมาณ 17 ปี ตั้งแต่นั้นมาก็จำอะไรเกี่ยวกับพื้นหลังของตัวเองไม่ได้เลย
แต่บทเพลงมีปมสำคัญคือเรื่องพ่อ เพราะพ่อเขาเสียชีวิตจากบางอย่างในเรื่อง มันเลยกลายเป็นแรงผลักให้บทเพลงรู้สึกว่า “ต้องตามหาความจริงให้ได้” ว่าพ่อไม่ได้เป็นคนทำ
ถึงจะจำอะไรไม่ได้ แต่เหมือนจิตใต้สำนึกมันยังบอกเราอยู่ดีว่าเรารู้ว่าพ่อเราเป็นคนยังไง แล้วเราก็เชื่อว่าพ่อเราไม่ใช่คนแบบนั้นจริง ๆ เพราะอย่างนั้นบทเพลงเลยเลือกเส้นทางเป็นนักข่าว เพื่อจะสืบคดีนี้ แล้วมันก็มีเหตุการณ์หนึ่ง เป็นคดีอาชญากรรมที่ทำให้เขาเข้าไปทำข่าวนั้น กลายเป็นว่าต้องเข้าไปพัวพันกับคดี และนั่นทำให้เขาได้ไปเจอกับแทนคุณครับ
ส่วนพาร์ตการเป็นนักข่าวสายอาชญากรรม จริง ๆ ในเรื่องไม่ได้ลงรายละเอียดขนาดนั้น แต่พี่เติ้ลผู้กำกับ (ตะวัน จารุจินดา) ก็มีให้ไปคุย ไปทำความเข้าใจเพิ่มเติมเหมือนกันครับ
บุ๊ค : บุ๊คว่าด้วยความซับซ้อนของบทด้วย มันทำให้เรื่องนี้ต่างจากที่เราเคยเล่นมาครับ เพราะปกติที่ผ่านมาเราจะเล่นอะไรที่ค่อนข้างกุ๊กกิ๊ก เป็นแนวมหาวิทยาลัย พอมาเรื่องนี้มันมีความจริงจังมากขึ้น บทมันซับซ้อนขึ้น เลยกลายเป็นสิ่งใหม่สำหรับพวกเราสองคน
ฟอส : ไปกุ๊กกิ๊กกันหน้าที่เกิดเหตุแทน
บุ๊ค : (หัวเราะ) ก็สนุกดีครับ คือด้วยตัวบทมันซับซ้อนมากขึ้น ถ้าเทียบเป็นสี เมื่อก่อนตัวละครเหมือนเป็นสีเดียว แต่เรื่องนี้มันเหมือนหลาย ๆ สีผสมกัน ทำให้ตัวละครมีมิติมากขึ้น แล้วมันสนุกดีด้วย อีกอย่างคือด้วย genre ของเรื่อง มันทำให้เราต้องไปถ่ายโลเคชันหลายแบบ ไปป่า ไปเขา มันก็แอดเวนเจอร์ไปอีกแบบ เลยค่อนข้างชาเลนจ์อาชีพเราประมาณหนึ่งเหมือนกัน แต่โดยรวมถ่ายเรื่องนี้สนุกนะครับ ทั้งบรรยากาศในกอง พี่เติ้ลก็ตลก ถึงเรื่องมันจะมีความหนัก มีความจริงจังอยู่แล้ว แต่พอบรรยากาศในกองมันสนุก มันก็เลยไม่ค่อยรู้สึกหนักเท่าไหร่ รู้สึกจอยมากกว่าครับ
ฟอส : ผมว่าความทรงจำเป็น key หลักของเรื่องนี้เลยครับ ถ้าดูจากชื่อเรื่องก็ได้“Melody of Secrets ความลับในบทเพลงที่บรรเลงไม่รู้จบ” จริง ๆ แค่ชื่อก็เหมือนมี key message ซ่อนอยู่แล้วว่าเรื่องนี้กำลังเล่าอะไร เพราะเรื่องย่อของเรามันผูกกับความทรงจำของ “บทเพลง” ที่ขาดหาย แล้วเขาต้องออกไปตามหาความจริง เพราะฉะนั้นเรื่องของความทรงจำมันจะโผล่มาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ EP.1 ถึง EP.10 มาเป็น pain point ให้คนดูได้รู้สึก ได้ตาม ได้สงสัยตลอด ซึ่งผมว่าตรงนี้แหละคือความสนุกของเรื่องนี้

บุ๊ค : ถ้าทุกคนสังเกตตั้งแต่ใน trailer รวมถึงเพลงที่ปล่อยออกมา ทุกคนจะพอเดาได้ว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวกับ “เพลงเพลงหนึ่ง” ครับ ซึ่งเพลงนี้มีความหมายมาก ๆ และมันเชื่อมกับเส้นเรื่องโดยตรงเลย
บุ๊คได้คุยกับนักเขียนนิยายที่เขียนเรื่องนี้ เขาบอกว่าเขาเอาคอนเซ็ปต์จากเพลงนี้มาวางเป็นแกนของเรื่องเลย เพลงนั้นจะถูกบรรเลงด้วยไวโอลิน 2 ตัว เล่นอยู่ใน key เดียวกัน แต่เป็นคนละ melody และที่สำคัญคือ melody ทั้งสองเส้นนี้ “ไม่มีทางมาบรรจบกัน” มันจะดำเนินไปเรื่อย ๆ แบบไม่จบ ซึ่งมันตรงกับชื่อเรื่องมาก ๆ เลย “บรรเลงไม่รู้จบ” และไวโอลิน 2 ตัวนั้นก็เหมือนเป็นตัวแทนของ “แทนคุณ” กับ “บทเพลง” ด้วยครับ
ฟอส : มันมี subtext อยู่เยอะครับ
บุ๊ค : ใช่ครับ แล้วถ้าคนดูตามไปเรื่อย ๆ จะเห็นว่าแทบทุก EP มันเกี่ยวกับ “โน้ต” หมดเลย ไม่ว่าจะเป็นชื่อโน้ต ศัพท์ดนตรี หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ อย่างตัวขีด ตัวคั่น ตัวแบ่งจังหวะ คือนักเขียนเขาคิดละเอียดมาก ทุกอย่างถูกแตกมาจาก “เพลงเพลงเดียว” ที่เป็นต้นทาง แล้วค่อย ๆ แตกเป็นรายละเอียดไปในแต่ละ EP ทำให้ตัวบทมันลึกตามที่เขาตั้งใจเขียนไว้จริง ๆ ครับ


The Heart’s Tempo: จังหวะที่พอดีของความสัมพันธ์
ฟอส : สำหรับผม key มันก็คือ “เราลงเรือลำเดียวกัน”
แล้วเราต้องไปด้วยกันครับ
ฟอส : เราเรียนด้วยกันตั้งแต่เด็กครับ แต่ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกัน ไม่ได้เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน แค่อยู่ในสถานที่เดียวกันมากกว่า มันเลยไม่ได้สนิทแบบนั้นตั้งแต่แรก
แต่ความไว้ใจของเรามันเริ่มจริง ๆ ตอนที่เริ่มทำงานด้วยกัน เพราะพอทำงาน โดยเฉพาะพอเป็นซีรีส์วาย มันต้องไปเป็นคู่ ทำอะไรหลายอย่างมันต้องไปด้วยกัน มันทำคนเดียวไม่ได้ ก็เลยต้องเชื่อใจกัน และต้องคุยกันชัด ๆ เลยว่า “เราต้องไว้ใจกันนะ” มันเริ่มจากฟีลว่า…เราต้องลงเรือลำเดียวกัน ต้องผจญภัยไปด้วยกัน ต้องเชื่อใจกันว่าเราหวังดีต่อกัน แล้วพอมาทำงานมันก็ยิ่งใกล้กันมากขึ้น พอใกล้ขึ้นก็ต้องมีกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ผมอยากให้บุ๊คเข้าใจว่าที่ทำทุกอย่างนี่คือหวังดีจริง ๆ นะ
บุ๊ค : ของบุ๊คน่าจะเป็นช่วงทำงานเหมือนกันนี่แหละครับ คือกว่าจะผ่านอะไรหลาย ๆ อย่างมาด้วยกัน ถ้าขาดความไว้ใจมันไปต่อไม่ได้จริง ๆ แล้วสำหรับบุ๊ค พาร์ตเนอร์ในการทำงาน มันเหนือกว่าเพื่อนไปอีกขั้นหนึ่งนะครับ คือเพื่อนน่ะเราไว้ใจได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเราให้ใจเพื่อน แล้วเขาไม่ให้กลับมา เราก็จะเสียใจ
แต่อันนี้มันมากกว่านั้น มันต้องเชื่อกัน มันต้องจับมือกันไป เพราะถ้าเราไม่ไว้ใจเขา เขาไม่ไว้ใจเรา สุดท้ายมันพังอยู่แล้ว ไม่งั้นเราคงไม่ได้อยู่กันมา 4–5 ปีแบบนี้
ฟอส : มันฟีลเหมือนแฟนอะ ตีกัน งอนกัน มันคือฟีลนั้นเลย
บุ๊ค : อือ…มันคือฟีลนั้นเลยครับ
ฟอส : เพราะถ้าเป็นเพื่อนกัน งอนกันก็แยกกันได้ แต่แบบนี้ ตีกันก็จริง แต่มันแยกกันไม่ได้ มันต้องหาทางเคลียร์ ผมว่าพวกเราส่วนใหญ่จะอยู่ในสภาวะนี้หมดแหละ คือถ้า inner จริง ๆ หวังดีต่อกัน งานมันจะไม่มีปัญหาเลย แต่ก็ไม่ใช่ทุกคู่ที่คิดเหมือนกันนะ เพราะปัจเจกแต่ละคนมันต่างกันเยอะ แต่พวกผมโชคดีตรงที่เรายืน base ไว้เลยว่า “เราหวังดีต่อกัน”
บุ๊ค : แล้วเราคุยกันมาตั้งแต่แรกด้วยครับ
SUM UP : มันต้องมีการตกลงกันด้วยหรือเปล่า
ฟอส : มี ๆ ต้องคุยเลย
“ชั้นเป็นอย่างนี้นะ”
“บุ๊คเป็นอย่างนี้นะ”
“วิธีการชั้นเป็นอย่างนี้”
“บุ๊คเป็นอย่างนี้”
มันจะมีเส้นของมันเลยว่าอันนี้ชอบ อันนี้ไม่ชอบ อะไรที่ร่วมมือกันได้ เราก็ปรับกันมาตลอด แล้ววันแรกเราก็ไม่รู้หรอกว่า “เธอชอบอะไร ชั้นไม่ชอบอะไร” มันต้องอยู่ด้วยกันก่อน แล้วเดี๋ยวแต่ละเรื่องมันจะผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ เองครับ

The Bright Resonance: เสียงสะท้อนแห่งความสุข
SUM UP : ถ้าขโมยบางอย่างของกันและกันได้ 1 วัน ฟอสอยากเป็นบุ๊คตรงไหน บุ๊คอยากเป็นฟอสตรงไหน
ฟอส : ถ้าผมดึงบางอย่างของบุ๊คมาได้ ผมอยาก “หลับตาแล้วหลับได้ภายใน 1 นาที” เลยครับ บุ๊คหลับง่ายมาก แบบโกงมาก มีอยู่วันหนึ่งผมขึ้นเครื่อง แล้วบุ๊คบอกผมว่า “เดี๋ยวจะดูอะไรสักอย่าง” หันไปไม่ถึง 1 นาที มันหลับแล้ว คือมันเป็นกลไกมนุษย์ที่โกงจริง ๆ เพราะวันหนึ่งมนุษย์มี 24 ชั่วโมง แล้วเราต้องการเวลาฟื้นฟูขั้นต่ำ 5–8 ชั่วโมง คนที่ snap หลับไวได้คือเหมือนหน่วย SEAL อะ ร่างกายมันซ่อมแซมตอนนอน สมองมัน healing recovery ตอนนอน
การที่ 1 นาทีหลับได้เนี่ย เหมือนร่างกายตัดเข้าระบบซ่อมแซมได้ทันที แต่ผมเป็นคนหลับยากมาก ผมทำแบบนั้นไม่ได้เลย ของผมต้องเงียบ ต้องมืด แอร์ต้องเย็น ทุกอย่างต้องครบ หรือไม่ก็ต้องเหนื่อยสุด ๆ แล้ววูบไป
ผมเลยรู้สึกว่า “คนที่หลับได้แบบนี้ มันทำได้ยังไง” ผมพยายามแล้วแต่ไม่หลับ ถ้าขโมยได้ ผมเอาอันนี้แน่นอน ไม่คืนด้วย ผมอยากอยู่ที่ไหนก็หลับได้
บุ๊ค : แต่ตอนนี้ไม่ fresh เลยครับ เพราะเมื่อคืนผมนอนเที่ยงคืน ได้นอนมา 3–4 ชั่วโมงเองค้าบบบบบ (หัวเราะ)


SUM UP : แล้วบุ๊คอยากขโมยอะไรของฟอส
บุ๊ค : บุ๊คคิดเรื่องหลับเหมือนกันครับ แต่มันกลับกัน ฟอสเป็นคนหลับยากเวลาอยู่ข้างนอก แต่บุ๊คหลับง่ายเวลาอยู่ข้างนอก สิ่งที่บุ๊คอยากขโมยจากฟอสคือ ฟอสมี “safe zone” ของตัวเอง อย่างเช่นห้องน้ำอะไรแบบนี้ ฟอสจะหลับง่าย แต่บุ๊คหลับยาก แปลกมาก
ฟอส : เอาง่าย ๆ อยู่ห้องตัวเองหลับ…แต่บนเตียงที่ตัวเองเลือก ไม่หลับ
บุ๊ค : ใช่ครับ ด้วยบุ๊คเป็นคนขี้เหงา ถ้าห้องตัวเองมันชิน แล้วมันเงียบ แล้วรู้สึกเหงา บุ๊คจะไม่ค่อยหลับ แต่ถ้าไปนอนโรงแรม บุ๊คกลับหลับง่ายมาก
ฟอส : สมมติเรานั่งคุยกันวันนี้ พี่ให้บุ๊ค 5 นาที บุ๊คสามารถหลับตรงนี้ได้เลย (หัวเราะ)
SUM UP : แต่ถ้าอยู่ในห้องตัวเองไม่หลับ
ฟอส : ไม่หลับครับ บนเตียงที่ตัวเองซื้อมา หมอนที่เลือกมา…ไม่หลับ
บุ๊ค : เพราะบุ๊คเป็นคนชอบมีเสียงครับ เวลานอนต้องเปิดเสียงอะไรฟังสักอย่างหนึ่ง ให้รู้สึกว่ายังมีคนอยู่ด้วย จะได้ไม่เหงาแต่ถ้ามานอนอยู่ตรงนี้มีเสียงคุย เหมือนเปิดเพลงกล่อม มันกลับหลับง่าย
ฟอส : ผมไม่ได้เลย ของผมต้องมืด ต้องเงียบ เหมือนเข้าไปอยู่ในกล่อง คือไม่เห็นอะไรเลย แล้วสมองผมจะเข้าสู่โหมด “โอเค ตอนนี้ต้องนอน”
SUM UP : แปลกที่หลับมั้ย
ฟอส : แปลกที่หลับครับ แต่ต้องสบาย แอร์ต้องเย็น หมอนต้องนุ่ม แล้วต้องมีอะไรมากอด อย่างหมอนข้าง ถ้าไม่มีก็ต้องขอหมอนโรงแรมเพิ่ม ร่างกายต้องสบายก่อนถึงจะหลับได้
บุ๊ค : เรื่องหลับนี่เรื่องใหญ่นะครับ
ฟอส : ใหญ่มาก ทุกอย่างจะจบเลย แล้วถ้า nap ได้เรื่อย ๆ แบบบุ๊ค บางทีมากองบอก “นอน 2 ชั่วโมง นอนไม่หลับ” แต่พออยู่ที่กอง…มันหลับตลอด ตื่นมาสดชื่น
บุ๊ค : เราต้อง save พลังงานไว้ไปเล่นจริง ๆ ครับ ถ้านอนไม่พอ มันไม่มี energy ในการทำงานเลย

Rhythmic Energy: จังหวะชีวิตที่ต่างกัน
ฟอส : ผมว่าเขาเป็นคนขี้เล่นครับ เวลาเขาอยู่กับใครเขาก็ชอบเล่น ชอบแซว ซึ่งผมดูแล้วก็สนุก ผมชอบตรงนี้ คือเวลาเราอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่ม เป็นก้อน ผมไม่ใช่คนที่แบบอ้อแอ้เฮฮาอะไรขนาดนั้น แต่บุ๊คจะเป็นคนหยอกพี่เกรท หยอกเอิร์ท หยอกแจน หยอกจูเนียร์ อะไรแบบนี้ แล้วมันทำให้บรรยากาศมันสนุกขึ้น
ผมรู้สึกว่า…เหมือนเราทำงานหนักมาทั้งวัน แล้วพออยู่กับคนที่มีพลังงานแบบนี้มันสดใสอะ มันเป็น energy ดี ๆ แล้วมันทำให้เราแฮปปี้ครับ
บุ๊ค : บุ๊คติดเหงาครับ ต้องหาเพื่อนเล่น (หัวเราะ) อยู่กับฟอสจนชินแล้ว ไม่รู้จะเล่นอะไรแล้ว ก็เลยไปเล่นกับคนอื่นแทน
ฟอส : ผมไม่ได้เป็นคน nature แบบนั้นเลย แต่บุ๊คถ้าไปเจอแจน ไปเจอพี่เต หรือไปเจอจูจู้ energy มันจะคล้าย ๆ กัน มันเลยสนุก แล้วบุ๊คก็จะเป็นตัวตึงของรายการเลยนะ คนชอบดูอะไรแบบนี้ มันเป็นธรรมชาติของเขา

SUM UP : นิสัยของฟอสที่ทำให้บุ๊คแฮปปี้ล่ะ?
บุ๊ค : น่าจะเป็นความจริงจังครับ ฟอสเป็นคนจริงจังมาก เป็นคนที่พลาดไม่ได้ แล้วบุ๊คอยากขโมยอันนั้นมา เพราะบางทีบุ๊คก็หลุดบ้าง อะไรบ้าง
ฟอส : แล้วเรื่องนี้มันเคยทำให้เรางอนกันด้วยนะ ตอนอองฌองเต ไม่รู้บุ๊คจะจำได้รึเปล่า แต่ผมไม่ลืมเลย
มันมีซีนหนึ่ง ตอนนั้นผมทำสมาธิอยู่ แล้วก็โฟกัสมาก เพราะเป็นซีนจับหน้า จะจูบกัน แล้วผู้กำกับสั่ง keep role บอกให้อยู่ในอารมณ์ก่อน แต่บุ๊คหันไปคุย “วู้ว ๆ ๆ” เล่น ผมก็เครียด ผมกำลังอยู่ในซีนดรามา แล้วผมไม่อยากหลุด เพราะถ้าขำตามก็หลุดทั้งคู่
สุดท้ายผมจับหน้าบุ๊คแรงไปนิดหนึ่ง เหมือนแบบ “เฮ้ย!!!มานี่” แล้วบุ๊คก็สตั๊นไปเลย งอนนิดหนึ่งด้วยนะ (หัวเราะ) เรื่องนี้ผมไม่ลืมเลย
บุ๊ค : จำไม่ได้แล้ว ซีนไหน (ยิ้ม ๆ)
ฟอส : ซีนดาดฟ้าไง ริมระเบียง ที่ร้องไห้แล้วก็จูบกันอะ
บุ๊ค : ผมติดคุยไง คือบุ๊คเป็นคนไม่ชอบให้บรรยากาศกองมันเครียดครับ บางทีมันเงียบเกินไปไม่ได้ ต้องแวะคุยหน่อย
ฟอส : แล้วตอนนั้นมันเป็นซีนเข้มข้นเรื่องแรกที่เราเล่น ความคาดหวังของเราอยากให้ดีมันสูงมาก ผมว่าตอนนั้นคือสูงปี๊ด พุ่งเลย แล้วเพราะเรื่องแรกด้วย ผมอาจจะจริงจังเกินไปด้วย จนหลัง ๆ ผมก็เริ่มรู้สึกว่า ทำงานมันก็ต้อง enjoy life เนอะ ตอนนั้นคือผมตึงเป๊ะจริง ๆ
SUM UP : วันเวลามันทำให้เราเรียนรู้กันและกันไปเรื่อย ๆ แหละเนอะ แล้วตอนนี้ล่ะ เป็นยังไงบ้าง?
ฟอส : ตอนนี้หย่อนครับ (หัวเราะ) เราก็เรียนรู้กันไป เรียนรู้กันมากขึ้น
ผมกับพี่จิมมี่มีความคล้ายกันคือ จริงจังเกินไปจนทำให้อีกคนเครียด ผมยังเคยไปนั่งคุยกับพี่จิมมี่เลยว่า “ผมว่าตรงนี้ของพวกเราสองคนมันไม่เวิร์กว่ะ คือเราโฟกัสงานกันก็จริง แต่มันทำให้บรรยากาศแย่”
มันก็เลยต้องปรับครับ เพราะถ้าเครียดมากไป เราจะกลายเป็นทำให้อีกคนเครียดไปด้วย แล้วมันยิ่งเล่นไม่ได้ไปใหญ่ งานเราใช้อารมณ์สูงมาก ถ้าใจปิด หรือบรรยากาศมันอึดอัด มันเล่นยากจริง ๆ

The Quarter-Century Score: การเดินทาง 25 ปี
SUM UP : เวลาที่ทั้งคู่มีปัญหาหรือเหนื่อย ๆ ใครเป็นฝ่ายให้กำลังใจกันก่อน ใครจะเป็นคนพูด หรือใครจะเป็นคนนิ่ง
ฟอส : แล้วแต่จังหวะครับ แต่ส่วนใหญ่คู่เราไม่ค่อยโอ๋กันเท่าไหร่ จะเป็นฟีลแบบ…เห็น สังเกต แล้วก็ปล่อยมากกว่า
บุ๊ค : ใช่ครับ แล้วแต่จังหวะเหมือนกัน บุ๊คว่ามันจะเป็นฟีล “สู้ไปด้วยกัน” มากกว่า คือเราจะรู้จังหวะกัน จังหวะที่ผมตื่นเต้น จังหวะที่ฟอสตื่นเต้น เราจะรู้กันเอง
SUM UP : รู้จักกันมากี่ปีแล้ว?
ฟอส : 25 ปีครับ
SUM UP : เคยมีโมเมนต์ที่รู้สึกว่าโชคดีจังเลยมั้ยที่ได้กลับมาเจอกันใน GMM แล้วกลายเป็นพาร์ตเนอร์กัน ได้เล่นซีรีส์ด้วยกัน เป็นคู่กัน?
บุ๊ค : เรียกว่ารู้สึกอย่างนั้นก็ได้ครับ อย่างของบุ๊คมันจะเป็นประมาณว่า ด้วยความที่เรารู้จักกันมานาน เรากล้าที่จะพูดกันตรง ๆ พอพูดกัน เราก็รู้ความในใจกัน ไม่ต้องมานั่งเกรงใจว่าจะพูดหรือไม่พูด แต่สิ่งนี้มันก็จะมีทั้งดีและไม่ดี ข้อดีคือเราได้พูดสิ่งที่เราต้องการสื่อกันจริง ๆ แต่ข้อที่ไม่ดีคือบางทีเราลืมถนอมจิตใจของอีกฝ่ายไปบ้าง แต่มันก็ทำให้เราเป็นเราอย่างทุกวันนี้ รู้กันแล้วว่าคนนี้เป็นยังไง อีกคนเป็นยังไง
ฟอส : เหมือนกันครับ พวกเราเป็นคู่ที่ไม่ค่อยอ้อม มีอะไรก็พูดเลย เช่น “อันนี้ไม่” “อันนี้ไม่อยากทำ” ตรงเลย คู่เราไม่มีอ้อม ตรงอย่างเดียว จนบางทีอย่างที่บุ๊คบอก บางทีมันก็มีจังหวะแบบเราพูดไปแล้วอะ แล้วเรามานึกทีหลังว่า “เอ๊ะ!!! กูพูดแรงไปเปล่าวะ?” แต่เราก็จะคุยกันตรง ๆ แล้วขอโทษกัน เหมือนเรารู้กันไปแล้วว่ามันไม่ได้มีอะไรเลยนะ มันมีแต่ความหวังดีล้วน ๆ จากใจตรงนี้เลยตรง ๆ


Harmonizing the Future: คำสัญญาที่เรียบง่าย
บุ๊ค : บุ๊ครู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราคุยกันมาตั้งแต่แรก แล้วเราเชื่อแบบนั้นมาตลอดจริง ๆ ครับ คือคำว่า “ลุยไปด้วยกัน” เพราะบุ๊ครู้สึกว่าเราผ่านอะไรมาด้วยกันตลอด ตั้งแต่เริ่มต้นเลย เราทำซีรีส์เรื่องแรกด้วยกัน ไปแฟนมีตเรื่องแรกด้วยกัน เริ่มจากตอนที่แทบไม่มีคนรู้จัก แล้วค่อย ๆ โตมาด้วยกัน พร้อมกันหมดเลย
บุ๊ครู้สึกว่าคำนี้มันคือเราสองคนที่สุด… “ลุยไปด้วยกัน” ครับ
ฟอส : ของผมก็ “ไปกันต่อ” เลยครับ ตรงตัวมาก คือไปด้วยกันต่อไปเรื่อย ๆ
The Crescendo: จุดพีคของท่วงทำนอง
SUM UP : อยากให้คนดูเห็นอะไรมากที่สุดในตัวแทนคุณ
ฟอส : ผมอยากให้แฟน ๆ เห็นว่า “แทนคุณ” เป็นผ้าผืนใหญ่ ๆ ครับ คือเวลา “บทเพลง” เจออะไรแรง ๆ มา แทนคุณจะเหมือนเป็นผ้า เป็นอะไรที่ห่อรับเขาไว้ เป็นความอบอุ่นให้เขา
ผมอยากให้แฟน ๆ ได้เห็น ได้รู้สึกเหมือนที่ผมเล่นกับบทเพลงเลย อยากให้เขารู้สึกไปพร้อม ๆ กัน เพราะตอนถ่ายมันมีหลายซีนที่ใช้อารมณ์ค่อนข้างสูงมาก ก็อยากให้แฟน ๆ ได้เห็นซีนพวกนั้นแล้วรู้สึกไปด้วยกัน ซึ่งบทนี้สำหรับผมเป็นความอบอุ่นที่เป็นอีกสีหนึ่ง เป็นอีกเฉดหนึ่ง แล้วผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าแฟน ๆ เห็นแล้วจะรู้สึกยังไง
SUM UP : ปกติพอซีรีส์ออน ได้ตามแท็กมั้ย
ฟอส : ตามครับ ผมอยู่ใน X ตลอด ออนไลน์ตลอด ตอบเองทั้งหมด ถ้านับกันจริง ๆ ในตึก ผมว่าผม Top3 อะ ที่สิงอยู่ในนั้น ผมอาจจะไม่ค่อยได้คุยเล่นเหมือนบุ๊คเยอะ แต่เวลาผมอยู่คนเดียว ผมจะเวิ่น ๆ แล้วก็พิมพ์อะไรไปเรื่อยไปเปื่อยครับ
SUM UP : แล้วบุ๊คล่ะ อยากคนดูเห็นอะไรในตัวบทเพลงมากที่สุด
บุ๊ค : อยากให้มองเขาเป็นเด็ก 2 ขวบ 8 เดือนครับ (หัวเราะ) คืออยากให้มองเขาเป็น “เด็กคนหนึ่ง” เด็กที่เพิ่งโตมา แล้วไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองเลย เขาความจำเสื่อม เป้าหมายเดียวของเขาคืออยากได้ความรัก แล้วก็อยากหาความจริง เพราะบทเพลงเป็นแบบนั้นจริง ๆ แค่นั้นเลยครับ
SUM UP : เมื่อกี้เป็นฟอสกับบุ๊คพูดถึงกันในประโยคเดียวไปแล้ว แต่ถ้าตอนนี้เป็น “แทนคุณ” และ “บทเพลง” ถ้าให้พูดถึงกันในประโยคเดียวบ้าง ประโยคนั้นคืออะไร
ฟอส : หนึ่งประโยคให้บทเพลงคือ… “เชื่อใจผมสิครับ”
คมแล้ว…นี่ผมโคตรคมเลย (หัวเราะ)
บุ๊ค : ของบุ๊คถ้าพูดถึงแทนคุณก็จะบอกว่า… “ไม่ว่ายังไงก็ไว้ใจเสมอ” คือมัน link กันครับ


SUM UP : มีซีนไหนที่ประทับใจมั้ย
บุ๊ค : จะเป็นซีนช่วงท้าย ๆ ที่ทุกคนมารวมกันครับ ซึ่งสปอยล์ได้ว่าอยู่ใน EP.9 เหมือนกัน เพราะว่า EP.9 คือ… “เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว” คำนี้เลยครับ
คือเรื่องนี้ “ทุกอย่าง” จะอยู่ใน EP.9 จริง ๆ แค่นั้นเลยครับ
ฟอส : ของผมมีซีนหนึ่งที่ชอบมากครับ เป็นซีนที่อ่านบทแล้วผมร้องไห้เลย ผมชอบซีนนี้มาก ก็ให้แฟน ๆ รอติดตามแล้วกันครับ อยู่ท้าย ๆ เหมือนกัน เศร้ามาก…แบบ “นี่มันคือชีวิตหรอ”
Resonance of Gratitude: เสียงสะท้อนของคำขอบคุณ
ฟอส : อยากบอกแฟน ๆ ว่า…“ขอบคุณมาก ๆ ครับ” ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันมา ขอบคุณที่ชื่นชอบในตัวพวกเรา ขอบคุณที่ติดตามผลงานของพวกเรา แล้วก็ขอบคุณที่ซัปพอร์ตพวกเราในทุกช่องทางเลย ไม่ว่าจะเป็นงานต่าง ๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ หรือบางคนพยายามเดินทางมาหา มาจากไกลมาก ๆ บางคนไม่มีเวลาก็ยังพยายามหาเวลามาเจอกัน ผมไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากคำว่า “ขอบคุณ” จริง ๆ ครับ เพราะทุกคนเป็นพลังให้พวกเราจริง ๆ ก็ขอบคุณมาก ๆ ครับ

บุ๊ค : ของบุ๊คก็ “ขอบคุณ” เหมือนกันครับ ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันมานานแสนนานมาก ๆ บางคนอยู่กับเราตั้งแต่เรียนมัธยม จนตอนนี้เรียนจบแล้ว หรือบางคนแต่งงานแล้ว มีลูกแล้ว…ก็ยังตามเราอยู่ ยังสนับสนุนทุกงาน คนที่ตามไปทุกงานก็มีจริง ๆ นะครับ บางคนลางานเพื่อจะมาตามเรา สุดยอดมาก ๆ บางคนเดินทางมาจากต่างจังหวัด หรือแม้แต่ต่างประเทศก็เดินทางมา อยากขอบคุณมาก ๆ จริง ๆ ครับ
ทุกวันนี้ตัวบุ๊คเองยังไม่รู้เลยว่าจะตอบแทนยังไงให้เท่าที่ทุกคนให้เรามา บุ๊คคิดไม่ออกจริง ๆ ก็เลยคิดแค่ว่า…เราต้องทำผลงานออกมาให้ดีมาก ๆ หรือพัฒนาตัวเองให้ดีมาก ๆ ให้เขารู้สึกว่า เขาไม่เสียใจที่รักเรา ที่คอยเชียร์เรา คอยซัปพอร์ตเรามาตลอด…คิดแค่นั้นเลยครับ

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่น่ารักที่สุดในบทสนทนาวันนี้ อาจไม่ใช่คำพูดหวาน ๆ หรือโมเมนต์สับ ๆ ที่แฟน ๆ อยากแคปไปแชร์กัน
แต่มันคือความรู้สึกบางอย่างที่ลอยอยู่ในคำตอบของทั้งสองคน ความรู้สึกที่ทำให้เราเห็นว่า “การเป็นคู่” มันไม่ใช่แค่เรื่องเคมี มันเป็นเรื่องของการคุยกัน การยอมกัน การเข้าใจกัน และการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจับมือ เมื่อไหร่ควรถอยให้กันหายใจ แม้บางครั้งจะเหนื่อย หรือมีวันที่พูดแรงไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยทิ้งให้มันค้างคา
ในซีรีส์ คนดูอาจจะต้องช่วยกันตามหาความจริงจากเศษเสี้ยวความทรงจำ แต่ในชีวิตจริงของฟอส-บุ๊ค เราได้เห็นความจริงอีกแบบหนึ่งที่ชัดมาก ความจริงที่เรียบ ๆ ง่าย ๆ คือการอยู่ข้างกันแบบที่ไม่ต้องพิสูจน์ซ้ำทุกวัน และถ้าวันนี้ยังมีแฟน ๆ ที่ติดตามพวกเขามาตั้งแต่วันแรก จนถึงวันที่ทั้งคู่เติบโตขึ้น บทโตขึ้น เรื่องราวโตขึ้น สิ่งนั้นเองก็คงเป็นคำตอบอยู่แล้วว่า บางความสัมพันธ์…มันเดินทางไกลได้จริง ๆ

ความรักที่ยังเป็นความลับครั้งนี้จะถูกคลี่คลายแบบไหน เรื่องราวของบทเพลงและแทนคุณจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน “ความลับในบทเพลงที่บรรเลงไม่รู้จบ Melody of Secrets” ทุกวันศุกร์ เวลา 20:30 น. ทางช่อง ONE31 และรับชมย้อนหลังทาง Viu เวลา 22:30 น.
