ทีวีดิจิทัล

อีกหนึ่งวาทกรรมที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูด โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับวงการสื่อสารมวลชนคือ “ทีวีกำลังจะตาย” ภาพที่ครอบครัวล้อมวงกันดูรายการโปรดหน้าจอโทรทัศน์ มันได้อันตรธานหายไปแล้ว ตั้งแต่แพลตฟอร์มอย่าง YouTube ก้าวเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไม่มีใครรอดูละครหลังข่าวอีกต่อไป ตั้งแต่ที่สตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่สวมเกราะเข้ามาบุกตลาดอย่างเต็มตัว คำถามคือ ทีวีกำลังจะหายไปจริงไหม หรือมันไม่ได้กำลังจะตาย เพียงแต่กำลังวิวัฒน์ปรับรูปโฉมใหม่ เพื่อรองรับพฤติกรรมการเสพสื่อของคนรุ่นต่อไป 

หลังจากสมาร์ตโฟนเข้ามาตอบโจทย์ทุกอนูชีวิต หลายคนคิดว่าคนไทยอาจเลิกซื้อทีวีแล้ว แต่ข้อมูลจริงกลับตรงกันข้าม เพราะจากสถิติมูลค่าตลาดทีวีในไทยกำลังกลับมาเติบโตอีกครั้ง เพื่อตอบรับเทรนด์สตรีมมิง ข้อมูลจาก GfK อ้างอิงจากผู้ผลิตอย่าง Samsung และ LG ในไทย ระบุว่า มูลค่าตลาดทีวีในไทยปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 20,700 ล้านบาท หดลงตัวเล็กน้อย (-2%) แต่ในปี 2025 กลับมาเติบโตพุ่งสูงถึง 22,400 ล้านบาท (+8%) สิ่งที่ดึงยอดขายให้กลับมาโตไม่ใช่ทีวีแบบเดิม แต่เป็นความต้องการอัปเกรดไปสู่ทีวีจอใหญ่และ Smart TV เพื่อประสบการณ์การรับชมที่ดียิ่งขึ้น 

กล่าวคือ ถึงแม้สถิติยอดผู้รับชมรายการในทีวีจะลดลง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าทีวีกำลังจะตายหรือหายไปไหน เพียงแต่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่ถึงกระนั้นทีวียังคงเป็น “จอหลัก” ของบ้าน ที่คนไทยยังใช้เสพสื่อกันเป็นหลักในปัจจุบัน อ้างอิงจากรายงาน Nielsen Cross Platform Ratings Report ที่สำรวจพฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์ของคนไทย พบว่า ผู้ชมชาวไทยแบ่งการรับชมผ่านเครื่องรับโทรทัศน์ (Offline TV) แบบดั้งเดิมอยู่ที่ 63% ในขณะที่อีก 37% หันไปรับชมผ่านช่องทางสตรีมมิง เช่น YouTube, Netflix และ TikTok ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม้จะมีการเปลี่ยนแปลง แต่สัดส่วนการดูทีวีของคนไทยยังคงเยอะอยู่

แต่ถึงกระนั้นรสนิยมการเสพสื่อยังคงถูกแบ่งออกอย่างชัดเจน และรอเวลาที่จะพัฒนาไปสู่รูปแบบการบริโภคสื่อรูปแบบใหม่ โดยจากรายงานของ Nielsen Cross Platform Ratings Report ยังระบุเพิ่มเติมอีกว่า ผู้ชมกลุ่ม Gen X ขึ้นไปยังคงเน้นดูฟรีทีวี (ช่องทีวีดิจิทัล) ในขณะที่คนรุ่นใหม่อย่าง Gen Y และ Gen Z ยินดีที่จะจ่ายเงินให้กับบริการสตรีมมิง เพื่อเลือกดูคอนเทนต์ที่ตัวเองชอบแบบไม่มีโฆษณาคั่น ซึ่งจะเห็นได้ว่า เมื่อเวลาผ่านไป สัดส่วนผู้รับชมรายการทางทีวีอาจจะลดลง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คนยังคงใช้ทีวีเป็นเครื่องมือในการเสพสื่ออยู่ดี เพราะสิ่งที่กำลังจะตายไม่ใช่ทีวี แต่เป็นช่วงเวลาทองในการออกอากาศ (The Death of Prime Time) 

จากรายงานในปี 2025 ของ The Gauge โดย Nielsen ที่วัดส่วนแบ่งการรับชมทีวีทั้งหมดทั่วอเมริกา พบว่า ในเดือนธันวาคม สตรีมมิงครองส่วนแบ่งการรับชมบนหน้าจอทีวีสูงถึง 47.5% ซึ่งทำลายสถิติเดิมและทิ้งห่างทีวีดั้งเดิมอย่าง Broadcast TV (21.4%) และ Cable TV (20.2%) ไปแบบขาดลอย อีกทั้งในรายงานดังกล่าวยังระบุเพิ่มอีกว่า ในวันคริสต์มาสต์ที่ปกติหลายครอบครัวจะนัดรวมตัวกันเพื่อรับชมรายการโปรด มีผู้ชมใช้สตรีมมิงรับชมคอนเทนต์แทนรายการทีวีแบบปกติทะลุ 5.5 หมื่นล้านนาที ทำให้ส่วนแบ่งการรับชมสตรีมมิงแพลตฟอร์มบนทีวีโตขึ้นมากถึง 54% ในการดูทีวี ส่งผลให้อุตสาหกรรมโฆษณาตัดสินใจโยกเม็ดเงินมาทุ่มกับสตรีมมิงแพลตฟอร์มมากขึ้น 

จริงอยู่ที่บางรายการผู้คนบางส่วนไม่ได้รอติดตามอยู่หน้าจอทีวีแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่ารายการหรือคอนเทนต์ล่านั้นจะเสื่อมความนิยมลง แม้ยอดเรตติงบนจอทีวีจะถดถอยจากการที่คนดูน้อยหรือเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ทว่าผู้ชมบนสตรีมมิงแพลตฟอร์มยังเปิดใจรับคอนเทนต์หรือรายการเหล่านั้นอยู่ ซึ่งในอนาคตมีความเป็นไปได้สูงที่หลายประเทศจะเลือกหันมาใช้ ‘อินเทอร์เน็ตทีวี’ กันมากขึ้น ช่องหรือรายการต่าง ๆ ที่เคยอยู่บนระบบดิจิทัลก็จะถูกโยกย้ายไป ในรูปแบบที่เรียกว่า FAST (Free Ad-supported Streaming TV) เช่น แพลตฟอร์ม Pluto TV หรือ Tubi โดยปัจจัยที่ทำให้ผู้ผลิตทีวีส่วนใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับสมาร์ตทีวีมากขึ้น ก็เพราะมันรองรับและตอบโจทย์พฤติกรรมการบริโภคของผู้ใช้ให้ยุคนี้ 

อย่างไรก็ตาม แม้ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นแน่ ๆ แต่ไม่ได้แปลว่ามันจะเปลี่ยนไปในวันพรุ่งนี้ ยังคงมีคนดูทีวีอยู่ทุกที่ในทุกครัวเรือน เพียงแค่รูปแบบอาจจะแตกต่างออกไปจากเดิม หน้าที่ของคนทำสื่ออาจไม่ใช่การตื่นตระหนกจนมากเกินไป แต่คือการหาทางวิวัฒน์ร่วมไปกับมัน เพราะยังเชื่อเหลือเกินว่า หัวใจของผู้คนในสังคมยังต้องถูกหล่อเลี้ยงด้วยศิลปะและข้อมูลข่าวสาร ไม่ว่าในอีกกี่สิบหรือยี่สิบปี ดังนั้นสเต็ปต่อไปอาจไม่ใช่การ “หาทางรอด” เพราะทีวีไม่ได้ตายจากไปไหน แค่เราต้องหาทาง “อยู่ร่วม” กับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึงในอนาคต

ที่มา

AUTHOR

ไม่ชอบคนข้างล่าง