FOMO (Fear of Missing Out) อาการกลัวพลาด

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตผู้คนมหาศาล การใช้นิ้วเลื่อนหน้าฟีดไปเรื่อย ๆ ทำให้เราเห็นชีวิตคนอื่นได้อย่างง่ายดาย วันนี้พลอยใส่บิกินี่ไปเที่ยวทะเล ปืนกินข้าวไข่เจียว และโต้งได้เลื่อนตำแหน่ง ซึ่งการที่เราไม่สามารถหยุดเลื่อนฟีดเพื่อรับข่าวสารหรือดูชีวิตคนอื่น ๆ ได้นี่ล่ะ ที่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า FOMO (Fear of Missing Out) หรืออาการที่กลัวจะพลาดหรือตกกระแสเรื่องอะไรไป 

FOMO หรือชุดความคิดที่ว่าเราอาจจะกำลังพลาดอะไรไปน่าจะเป็นความรู้สึกที่อยู่คู่กับมนุษย์มาหลายร้อยปีแล้ว แต่สิ่งนี้เพิ่งได้เริ่มมีการศึกษาอย่างจริงจังในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา จนในปี 1996 ดร.แดน เฮอร์แมน (Dr. Dan Herman) นักวิจัยเพื่อกลยุทธ์การตลาดก็ได้ทำการวิจัยและนิยามคำว่า ‘Fear of Missing Out’ ขึ้นมา

ทีนี้เมื่อโซเชียลมีเดียค่อย ๆ เติบโตขึ้นมา อาการ FOMO ก็เหมือนจะเพิ่มขึ้นตามกันมาด้วย และสิ่งนี้ก็ได้รับความสนใจจากนักวิจัยมากขึ้น หากถามว่าโซเชียลมีเดียมีส่วนในการกระตุ้นให้เกิดอาการ FOMO อย่างไรบ้าง คำตอบของมันก็เรียบง่ายเพียงแค่ว่า เพราะโซเชียลมีเดียทำให้ผู้คนเริ่มเปรียบเทียบชีวิตกัน และนำมาซึ่งความรู้สึกเชิงลบว่าชีวิตตนเองดูเหมือนจะแย่กว่าใครเขา (ทั้ง ๆ ที่ผู้คนมักจะอวดด้านที่ดีที่สุดลงโซเชียลมีเดีย) ซึ่งจะแตกต่างจากในอดีตที่เราจะไม่ได้เห็นชีวิตคนอื่นมากมายขนาดนี้

จากผลสำรวจของ Gallup ในปี 2023 พบว่า วัยรุ่นในสหรัฐอเมริกาประมาณครึ่งหนึ่งใช้เวลาอย่างน้อย 4 ชั่วโมงต่อวันบนแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น Instagram, YouTube, TikTok, Facebook และ X อีกทั้งวัยรุ่นเป็นวัยที่มีแนวโน้มจะเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นในแง่ลบได้ง่าย จึงทำให้ FOMO กลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะในการทำลายความมั่นใจของวัยรุ่นที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ FOMO ยังสามารถส่งผลกระทบต่อความพึงพอใจในชีวิตของผู้คนได้ กล่าวคือการกลัวที่จะพลาดสิ่งต่าง ๆ มักเชื่อมโยงกับความรู้สึกที่ว่าความต้องการของตนเองไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอ จนอาจนำไปสู่ความพึงพอใจในชีวิตที่ลดลง และความรู้สึกเหล่านี้มักผลักให้เราต้องใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้นไปอีก 

ทั้งนี้ วิธีรับมือกับ FOMO ก็มีอยู่มากมาย ตัวอย่างเช่น ‘การลองเปลี่ยนโฟกัส’ ด้วยการปรับเปลี่ยนหน้าฟีดให้กระตุ้นอาการ FOMO น้อยลงและเพิ่มสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น หรืออาจจะลองทำ ‘โซเชียล ดีท็อกซ์’ ด้วยการลดเวลาการใช้งานบนโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ลง หรือหากไม่สามารถทำได้ก็ลองลบแอปที่กระตุ้น FOMO ของเราออกไปชั่วคราวหรือจะกำหนดขอบเขตเวลาในการเล่นอย่างชัดเจนก็ได้เช่นกัน หรือ ‘การออกมานัดเจอเพื่อเชื่อมต่อกับผู้คนในโลกจริง’ ก็อาจจะเป็นสิ่งที่พอช่วยได้เช่นกัน

ทั้งนี้ จริงอยู่ที่เมื่อโซเชียลมีเดียเติบโตขึ้นผู้คนก็สามารถติดต่อสื่อสารกันบนโลกออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย หรือเราอาจจะทำงานได้ง่ายมากยิ่งขึ้น แต่การใช้เวลาอยู่กับโซเชียลมีเดียบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ มากเกินไป อาจจะทำให้เราเกิดความรู้สึกกลัวที่จะพลาดอะไรไปตลอดเวลา จนพะวงอยู่กับอนาคต จนหลงลืมการใช้ชีวิตอยู่กับวินาทีปัจจุบัน ดังนั้นการรู้เท่าทันและใช้ชีวิตอยู่บนความสมดุลกับทุก ๆ เรื่องก็อาจจะทำให้เรามีความสุขกับชีวิตได้อย่างไม่ยากเท่าไหร่นัก

อ้างอิง