Vicarious Living พฤติกรรมใช้ชีวิตผ่านผู้อื่น

ไม่คุณก็ฉันเราต่างเคยถูกกดดันจากพ่อแม่ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง ถูกสอนว่า “เด็กดี” ต้องเรียนเก่ง ต้องมีผลการเรียนยอดเยี่ยม ต้องมีทักษะทางดนตรีหรือกีฬา แน่นอนว่าทุกคำที่พร่ำสอน กร่นด่า และเคี่ยวกรำนั้นก็เพื่อตัวเรา แต่เคยรู้สึกหรือไม่ว่า บางครั้ง บางเสี้ยวของความรู้สึก มันราวกับว่าบางส่วนพ่อแม่ก็ทำเพื่อตัวเอง

สำหรับลูกกตัญญูทั้งหลายอาจอ่านแล้วไม่เข้าตา แต่รู้หรือไม่ว่า การเลี้ยงลูกแบบเผด็จการ กดดัน หรือตีกรอบจนมากเกินไป ส่วนหนึ่งเกิดจากความต้องการ “ทดแทน” สิ่งที่ตัวเองไม่สามารถทำได้ เรียกว่า Vicarious Living หรือ พฤติกรรมใช้ชีวิตผ่านผู้อื่น ซึ่งปรากฏการณ์นี้มักเกิดขึ้นกับพ่อแม่ที่มองเห็นความสำเร็จของลูกเป็นภาพสะท้อนคุณค่าของตนเอง ส่งผลให้คาดหวังและกดดันในตัวลูกจนมากเกินไป 

ลักษณะพฤติกรรมแบบนี้มักแสดงออกจากพ่อแม่ที่รู้สึกว่าตนเองล้มเหลวในการใช้ชีวิต จึงอยากทดแทนสิ่งที่ทำไม่ได้โดยการให้ “ลูกทำแทน” ยกตัวอย่างเช่น พ่อเคยเป็นนักฟุตบอลดาวเด่นของโรงเรียน มีความฝันอยากติดทีมชาติ แต่ดันประสบอุบัติเหตุจนต้องเลิกเล่น จึงหันมาผลักดันให้ลูกชายเป็นนักฟุตบอลแทนตนเอง หรือแม่เป็นเด็กต่างจังหวัดที่ไม่มีโอกาสทางการศึกษา ต้องเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ตั้งแต่อายุยังน้อย จึงพยายามกดดันให้ลูกตั้งใจเรียนและมีผลการเรียนที่ดี 

ลักษณะพฤติกรรมแบบ Vicarious Living ไม่ใช่แค่เกิดจากประสบการณ์ ทว่ายังยึดโยงกับระบบประสาทภายในอีกด้วย โดยในงานวิจัย Vicarious praise and pain: parental neural responses to social feedback about their adolescent child ที่ตีพิมพ์ในปี 2021 เกี่ยวกับการศึกษาการตอบสนองของพ่อแม่ เมื่อลูกได้รับคำชมหรือคำวิจารณ์ ระบุว่า สมองในส่วนการตอบสนองเมื่อได้รับรางวัล (Reward Center) ของพ่อแม่ถูกกระตุ้นเมื่อลูกของตนได้รับคำชื่นชม ซึ่งอนุมานได้ว่า ความรู้สึกยินดีของพ่อแม่ยึดโยงกับการกระทำของลูก

พ่อแม่แบบไหนเข้าข่าย Vicarious Living

ถึงแม้การมอบความรักและความเอาใจใส่จะเป็นเรื่องที่ดี แต่หากมากจนเกินไปก็อาจแปรเปลี่ยนไปในทางที่แย่และส่งผลในทางตรงกันข้าม ซึ่งพ่อแม่แบบ Vicarious Living ส่วนใหญ่มักมีลักษณะ ดังนี้

  • คาดหวังในตัวลูกสูงมากเกินไป 
  • กดดันลูกจนเกินพอดี
  • เข้าไปก้าวก่ายในกิจวัตรของลูกมากเกินไป 
  • เปรียบเทียบลูกของตนเองกับผู้อื่น
  • รู้สึกภูมิใจหรือผิดหวังรุนแรง เมื่อลูกประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว 

พฤติกรรมเหล่านี้มักสร้างผลกระทบทางใจให้กับลูกในระยะยาว โดยพ่อแม่แบบ Vicarious Living มีลักษณะการเลี้ยงดูลูกคล้าย Helicopter Parenting หรือการเลี้ยงลูกแบบเข้าไปก้าวก่ายชีวิตลูกมากเกินไป โดยในงานวิจัย The Effects of Helicopter Parenting on Academic Motivation ที่ตีพิมพ์ในปี 2017 เกี่ยวกับผลกระทบจากการเลี้ยงดูลูกแบบ Helicopter Parenting ระบุว่า การเลี้ยงลูกแบบเข้าไปก้าวก่ายชีวิตมากจนเกินไปส่งผลให้เด็กขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้จากภายใน เนื่องจากต้องใช้ความพยายามในการเรียนรู้เพื่อหลีกเลี่ยงคำตำหนิของพ่อแม่ แทนที่จะเรียนรู้ด้วยความสนใจของตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กเรียนรู้ว่าคุณค่าของตนเองอยู่ที่คำชื่นชมของผู้อื่น นำไปสู่การไม่นับถือตนเอง (Low-self Esteem) 

อย่างไรก็ตาม ความจริงแล้วไม่มีใครเป็นผู้ร้ายตัวจริงในเรื่องนี้ พวกเราล้วนเป็นเพียงผู้ประสบภัยต่างยุคต่างสมัยที่โคจรมาพบกันก็เท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว พ่อแม่เราก็ถูกเคี้ยวกรำและกดดันมาจากปู่ย่าตายายอีกทีหนึ่ง พวกเขาก็เคยเป็นลูกที่ “ไม่สมบูรณ์แบบ” มาเหมือนกัน และแน่นอนว่าพวกเขาก็เคย “ล้มเหลว” มาเหมือนกัน มันราวกับว่านี่เป็นคำสาปที่ส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น ดังนั้นหากคุณมีโอกาสได้มีลูกหรือเลี้ยงใครสักคนให้เติบโต อย่าเอาความคาดหวังของตนเองไปฝากไว้กับเด็กที่มีความฝันเป็นของพวกเขาเองเลย 

ที่มา

AUTHOR

ไม่ชอบคนข้างล่าง