ข่าวชายแดนไทย-กัมพูชา

เหตุการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เดินทางเข้าสู่วันที่ 3 ทางด้านกองบัญการกองทัพไทย ได้สรุปสถานการณ์ผู้ได้รับผลกระทบจากการปะทะ ยอดสะสมรวมตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มาจนถึงปัจจุบัน (ข้อมูลวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 เวลา 14:00 น.) โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. พลเรือน 
เสียชีวิต : 13 ราย
บาดเจ็บสาหัส : 10 ราย
บาดเจ็บปานกลาง : 10 ราย
บาดเจ็บเล็กน้อย : 13 ราย
รวม 46 ราย

2. ทหาร
เสียชีวิต : 6 นาย
บาดเจ็บ : 29
รวม : 35 นาย 

นอกจากนี้ กองบัญการกองทัพไทยยังได้มีการสรุปรายละเอียดพื้นที่ที่มีการปะทะสำคัญ ๆ ได้แก่ บริเวณช่องบก ได้เกิดการยิงตอบโต้ระหว่างปืนใหญ่ (ของฝ่ายไทย) กับ BM-21 ซึ่งเป็นอาวุธจรวด (ของฝ่ายกัมพูชา), บริเวณช่องอานม้า ฝ่ายกัมพูชาได้โจมตีพร้อมกับทำลายอนุสาวรีย์คนขี่ม้าและอาคารโดยรอบ, บริเวณชาแต ฝ่ายไทยได้ตอบโต้ด้วยทหารราบและรถถึงจนสามารถยึดพื้นที่กลับคืนมาได้, บริเวณช่องตาเฒ่า ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้รถถังจำนวน 15 คันเป็นฐานในการโจมตี, บริเวณภูมะเขือ ได้มีการยิงตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง, บริเวณช่องจอมมีการสู้รบสลับกันไปมา, บริเวณเขาพระวิหาร ฝ่ายกองกำลังไทยได้ตรึงกำลังอย่างเข้มแข็ง, บริเวณปราสาทตาควาย ฝ่ายกัมพูชาได้เสริมกำลังพลจำนวนมาก และบริเวณปราสาทตาเมือนธม ฝ่ายไทยได้วางกองกำลังเพื่อป้องกันอย่างหนาแน่น แต่ฝ่ายกัมพูชาพยายามเข้าตีหลายระลอก 

กองบัญการกองทัพไทย ระบุว่า การกระทำของฝ่ายกัมพูชาเป็นการกระทำที่เข้าข่าย ‘อาชญากรรมสงคราม’ เพราะมีความจงใจโจมตีพลเรือนและสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้มีสถานะทางทหาร, มีการทำลายสถานที่สาธารณะ, ใช้อาวุธหนักไม่เลือกเป้าหมาย และตั้งฐานยิงบริเวณพื้นที่ชุมชน พร้อมกับใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดกฎหมายและธรรมเนียมของสงครามอย่างร้ายแรง ประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้ประชาคมโลกตระหนักถึงการกระทำของ ‘สมเด็จฯ ฮุนเซน’ ผู้นำกัมพูชาที่ต้องรับผิดชอบในฐานะอาชญากรสงคราม

อย่างไรก็ดี เมื่อวานนี้ (25 กรกฎาคม 2568) กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ได้ออกประกาศใช้กฎอัยการศึกในบางพื้นที่ เนื่องจากการปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชาตามแนวชายแดน โดยครอบคลุมพื้นที่จังหวัดจันทบุรี อำเภอเมือง, อำเภอท่าใหม่, อำเภอมะขาม, อำเภอแหลมสิงห์, อำเภอแก่งหางแมว, อำเภอนายายอาม และอำเภอคิชฌกูฏ ส่วนจังหวัดตราด อำเภอเขาสมิง 

อ้างอิง