‘กองบัญชาการกองทัพบกไทย’ ได้ออกมาเปิดเผยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 โดยมีสาระสำคัญก็คือ แม้ไทยกับกัมพูชาจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่คืนวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 กัมพูชายังคงคุกคามในพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่ ช่องคานม้า ภูมะเขือ ผามออีแดง ปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย
นอกจากนี้ กองทัพบกยังได้มีการอัปเดตยอดรวมผู้ได้รับผลกระทบ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2568) โดยมีรายละเอียดคือ ทหารเสียชีวิต 15 ราย ได้รับบาดเจ็บ 177 ราย รวมทั้งสิ้น 192 ราย ส่วนข้อมูลของฝั่งพลเรือน ‘กระทรวงสาธารณสุข’ ได้ออกมาอัปเดตยอดข้อมูลล่าสุด (31 กรกฎาคม 2568 เวลา 10:00 น.) โดยมีรายละเอียดคือ มีผู้เสียชีวิต 14 ราย มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 12 ราย มีผู้ได้รับบาดเจ็บปานกลาง 13 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 13 ราย รวมทั้งสิ้น 52 ราย นอกจากนี้ยังมีอีก 3 รายที่เสียชีวิตจากการได้รับผลกระทบทางอ้อม อาทิ ติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นต้น
ส่วนข้อมูลโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบ สรุปได้ว่า มีโรงพยาบาล 20 แห่งที่ได้รับผลกระทบ ส่งผลให้ต้องปิดบริการบางส่วน 11 แห่ง และต้องปิดบริการทั้งหมด 9 แห่ง ส่วนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้รับผลกระทบ 139 แห่ง ส่งผลให้ต้องปิดบริการบางส่วน 11 แห่ง และต้องปิดบริการทั้งหมด 128 แห่ง
ส่วนสถานการณ์ผู้อพยพพบว่า ปัจจุบันมีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงและเข้าสู่ศูนย์พักพิง 7 จังหวัด จำนวนรวมทั้งสิ้น 149,264 คน โดยมีรายละเอียดคือ จังหวัดอุบลราชธานี 22,768 คน จังหวัดศรีสะเกษ 54,819 คน จังหวัดสุรินทร์ 54,754 คน จังหวัดบุรีรัมย์ 15,039 คน จังหวัดตราด 0 คน จังหวัดสระแก้ว 1,678 คน และจังหวัดจันทบุรี 206 คน

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความตึงเครียดหลงเหลืออยู่ สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดในภาวะเช่นนี้ก็คือ ‘การรับข่าวสารข้อมูล’ กองทัพบกได้ย้ำว่า ประชาชนอาจจะต้องเลือกรับข่าวสารจากช่องทางที่เป็นทางการของรัฐบาลและกองทัพ หรือแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ รวมถึงไม่ควรส่งต่อข่าวลือ ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง หรือข้อมูลที่มีเนื้อหาบิดเบือน เพราะมันมีเรื่องความมั่นคงของประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงมันอาจจะสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนในสังคมได้ ทั้งนี้ SUM UP ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อทุกความสูญเสียที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ครั้งนี้
อ้างอิง
- กองบัญชาการกองทัพบกไทย
- กระทรวงสาธารณสุข
