ภาษีนำเข้าสินค้าจีน

หลังจากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศรีเซตข้อตกลงทางการค้ากับจีนทั้งหมด เพื่อหวังคลี่คลายสถานการณ์อันตึงเครียดระหว่างสองประเทศ โดยสหรัฐฯ จะลดภาษีนำเข้าสินค้าของจีนจาก 145% เหลือ 30% ขณะที่จีนจะดำเนินการลดภาษีตอบโต้สหรัฐฯ จากเดิม 125% เหลือ 10% ซึ่งการเจรจาลดกำแพงภาษีดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดและตัวเลข หากข้อตกลงทางการค้าหรือในแง่อื่น ๆ ไม่ประสบผลสำเร็จ 

ทรัมป์ตอบคำถามในเรื่องนี้กับสื่อมวลชนว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายจีน พวกเขากำลังเผชิญกับปัญหาภายในประเทศมากมาย แต่อย่างน้อยก็เป็นเรื่องที่ดีที่พวกเขาสามารถตอบโต้เรา (สหรัฐฯ) ได้บ้าง อีกทั้งทรัมป์ยังกล่าวเสริมว่า เขาคาดว่าจะได้พบปะและพูดคุยกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในช่วงปลายสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ซึ่งการพูดคุยจะเป็นไปในทิศทางที่ดีจนสหรัฐฯ และจีนกลับมากอดคอกัน หรือแย่ลงเสียจนข้อตกลงทุกอย่างเป็นโมฆะ ต้องติดตามกันต่อไป 

ถึงแม้ยังเอาแน่เอานอนและฟันธงกับอะไรไม่ได้ ทว่าเหล่านักลงทุนต่างยินดีกับสถานการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น เนื่องจากระดับความตึงเครียดที่ลดลงระหว่างจีนและสหรัฐฯ ทำให้ดัชนี S&P 500 พุ่งสูงขึ้นถึง 3.2% หลังจากการประกาศดังกล่าว ขณะที่ดัชนี Dow Jones ขึ้นมา 2.3% และ Nasdaq เพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อสิ้นสุดวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยฟื้นตัวเต็มที่จากการขาดทุนที่เกิดขึ้น หลังการประกาศภาษีศุลกากรเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับดัชนีเปิดตลาดหุ้นช่วงต้นปี 

ที่ Wall Street บริษัท Target, Home Depot และ Nike ต่างก็ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในส่วนของบริษัทด้านเทคโนโลยีต่างๆ เช่น Nvidia, Amazon, Apple และ Meta เจ้าของ Facebook ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน  อีกทั้งยังส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทขนส่งในเดนมาร์กเพิ่มขึ้น 12% ขณะที่หุ้นของบริษัทขนส่งสัญชาติเยอรมันเพิ่มขึ้น 14% นอกจากสถานการณ์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะดีขึ้นแล้ว สถานการณ์ตลาดโลกก็ดูเหมือนจะผ่อนคลายมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตามภายใต้ข้อตกลงใหม่ สหรัฐฯ ยังคงเก็บภาษีศุลกากรพิเศษ 20 เปอร์เซ็นต์เพื่อกดดันปักกิ่งให้ดำเนินการปราบปรามการค้ายาเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภทโอปิออยด์ฤทธิ์รุนแรงที่ถูกนำเข้ามายังสหรัฐฯ อย่างจริงจัง อีกทั้งการลดระดับกำแพงภาษียังเป็น “การระงับชั่วคราว” ไม่ใช่ “การยุติถาวร” ดังนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ หากการเจรจาในครั้งถัด ๆ ไประหว่างจีนและสหรัฐฯ มีปัญหาหรือปมขัดแย้ง

เอาเข้าจริงแล้วทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างรู้ดีว่า ขมึงตึงใส่กันไปก็มีแต่ทำให้สถานการณ์แย่ลง ด้วยความที่ “ใหญ่ชนใหญ่” ทั้งคู่ ผลเสียที่ตามมาก็มีแต่บั่นทอนเศรษฐกิจระหว่างประเทศของตนเอง สินค้านำเข้าจากจีนสู่สหรัฐฯ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ท่าเทียบเรือสินค้าว่างเปล่าแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะที่โรงงานในจีนต่างชะลอการผลิตและเลิกจ้างพนักงานหลายพันคน พูดง่าย ๆ คือต่างคนต่างได้รับผลกระทบ

AUTHOR

ไม่ชอบคนข้างล่าง