ในความทรงจำของหลายคน “ร้านชำ” อาจเป็นแค่ร้านที่ขายขนม ขายน้ำเก็กฮวยเย็น ๆ ขายไอติมหลอดละห้าบาท หรืออาจเป็นที่ที่เจ้าของร้านรู้ว่าบ้านเรากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสไหน ใช้ผงซักฟอกยี่ห้ออะไร เอาของไปวันนี้แล้วเมื่อไหร่ถึงจะค่อยมาจ่าย “ร้านชำ” จึงไม่ใช่แค่สถานที่ แต่เป็นฉากหลังของความไว้ใจ เป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพบางอย่างที่ไม่เคยมีใครตั้งใจให้มันเกิด
GMMTV เล่าเรื่องของ “คุณวาฬร้านชำ Whale Store xoxo” ผ่านร้านเล็ก ๆ ที่ไม่มีความเร่งรีบ ทุกอย่างในเรื่องค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละนิด ทีละตอน เหมือนความรู้สึกที่กว่าจะรู้ตัวก็กลายเป็นบางอย่างที่อยู่ในใจไปแล้ว
ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ SUM UP ได้คุยกับสามนักแสดงหลัก มิ้ลค์ – เลิฟ – จูน นอกจากจะคุยกันถึงเรื่องสนุก ๆ ใน “คุณวาฬร้านชำ Whale Store xoxo” แล้ว เรายังชวนกันคุยไปถึงเรื่องความรักในแบบที่ไม่ต้องพูดคำว่า “รัก” ออกมาตรง ๆ คุยถึงความผูกพันกับร้านชำแถวบ้าน คุยกันถึงอีกหลายอย่างที่ไม่ได้อยู่ในบท แต่แอบซ่อนอยู่ในระหว่างบรรทัดของความสัมพันธ์
บทสัมภาษณ์นี้อาจไม่มีคำตอบสำเร็จรูป ไม่มีคำพูดหวาน ๆ หรือฉากหลังหรูหรา แต่เราหวังว่า…มันจะพาคุณกลับไปคิดถึงร้านชำที่คุณเคยเดินเข้าไปบ่อย ๆ ใครบางคนที่คุณเคยมองข้าง ๆ ความรู้สึกบางอย่างที่แม้ไม่ได้พูดออกมาแต่ก็อยู่ตรงนั้นตลอดมา และอาจจะเลยไปถึง “รักแรก” ของแต่ละคน ที่อยู่ในลิ้นชักความทรงจำ ที่ไม่ค่อยได้ไปนึกถึง แต่ก็ไม่เคยลืมไปสักที

ขอ 3 คำกับคาแรกเตอร์ของแต่ละคนใน “คุณวาฬร้านชำ Whale Store xoxo” และใครรับบทเป็นอะไรยังไงบ้าง???
เริ่ม………..!!!


มิ้ลค์ : “ไม่ ยอม แพ้” ค่ะ
มิ้ลค์รับบทเป็นคุณวาฬนะคะ
ตัวละครของคุณวาฬเขาทำงานประจำมาก่อน แล้วมีวันหนึ่งต้องสูญเสียคุณพ่อไป เขาก็เลยต้องมาสืบทอดทำกิจการร้านชำต่อจากคุณพ่อ สำหรับหนูคิดว่ามันเป็นอะไรที่ใหม่สำหรับคุณวาฬ แล้วก็เป็นอะไรที่ใหม่สำหรับหนูตรงที่ว่าเราต้องมาเป็นเจ้าของร้านชำ
เจ้าของร้านชำต้องทำอะไรบ้าง ต้องคอยเช็กมั้ยว่าสินค้าหมดยังไง ขายของยังไง เราต้องรู้มั้ยว่าออร์เดอร์เก่า ๆ ที่คุณพ่อเคยทำไว้อย่างเช่นในต่างจังหวัดก็จะมี “พี่เอานี่ ๆ นะ แต่ว่าเดี๋ยวรวบยอดเลยไปจ่ายสิ้นเดือนนะ” เป็นอะไรที่ใหม่ที่วาฬเองก็ยังงงว่ามีสิ่งนี้อยู่บนโลกด้วยหรอ
ความคุณวาฬ หนูว่าเขาเป็นคนที่ไม่ชอบถูกเอาเปรียบ แล้วก็เป็นคนที่ค่อนข้างจะซื่อตรงกับตัวเองแล้วก็ชัดเจน หนูว่าเขาคงสงสัยว่ามันได้ด้วยเหรอ มันแฟร์เหรอ ซึ่งมันไม่ใช่ว่าจะไม่ได้นะ แต่คุณวาฬเขามองถึงความถูกต้องมากกว่า แล้วก็อาจจะมีด้วยปมเรื่องความรู้สึกผิด หรือความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แต่สุดท้ายมันก็จะปลดล็อกอะไรบางอย่างในตัวของวาฬด้วย


เลิฟ : “รับ เซอร์ วิส” ค่ะ
เลิฟรับบทเป็นแมวน้ำนะคะ
เสน่ห์ของแมวน้ำจะเป็นคนที่น่ารัก friendly มีความเป็นคนไทยสูงมากกกกกก รู้จักทุกคนในซอย ช่วยเหลือทุกคนในซอย ซึ่งเลิฟรู้สึกว่าเป็นอะไรที่เวลาคนดูได้ดูก็น่าจะตกหลุมรักกับเสน่ห์นี้ที่แมวน้ำเป็นคนชอบช่วยเหลือคน เป็นคนใช้ใจทำอะไรหลาย ๆ อย่าง


จูน : สำหรับต้นน้ำ คือ “รัก มุ่ง มั่น” ค่ะ
จูนรับบทเป็นต้นน้ำค่ะ
ต้นน้ำจะเป็นคนที่มีความเป็นผู้นำสูง มีความเป็นผู้ใหญ่ มีความนิ่ง เส้นเรื่องของต้นน้ำ คือเขาคบกับชมพู (มิวนิค) ก็คือเป็นแฟนกัน แล้วก็ไม่ได้บอกความลับนี้กับใคร จนกระทั่งสุดท้ายมีเพื่อนสนิทของเราที่เป็นคนที่รู้อยู่คนเดียว แต่ในใจเราลึก ๆ ก็รู้สึกว่าเราอยากเปิดเผยกับครอบครัวของทางชมพูด้วย ซึ่งพอเป็นแบบนี้มันเลยกลายเป็น conflic ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เหมือนอยากให้เขาบอกทางที่บ้านเขานะ แต่ก็รู้ว่าถ้าพูดแบบนั้นไปก็คงอึดอัดใจ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าผลตอบรับจะเป็นยังไง ที่บ้านเขาจะโอเคหรือเปล่ากับการที่ผู้หญิงกับผู้หญิงจะต้องมาชอบกัน
มีความท้าทายอะไรที่ต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษมั้ย
มิ้ลค์ : คุณวาฬอายุไม่ได้ไกลจากตัวหนูเท่าไหร่ แล้วด้วยประสบการณ์ของเขา เขาจะเล่าเรื่องผ่านการทำงานประจำมาก่อน ซึ่งหนูไม่เคยผ่านตรงนั้นมา แล้วรู้สึกว่าอาจจะมี detail เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจจะมีการขัดแย้งในการทำงาน เราเลยรู้สึกว่ามันมีความอึดอัด เป็นผู้ใหญ่ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย เหมือนหนูได้ลงไปตรงนั้น คุณวาฬที่ผ่านมาได้นี่ถือว่าเก่งมาก ๆ เลยนะ กล้าที่จะตัดสินใจ กล้าที่จะยึดถือความยุติธรรมมาก่อน แล้วพอเขาต้องมาสืบทอดกิจการจากคุณพ่อ ทำให้รู้เลยว่ามันก็ยิ่งไม่ง่าย แล้วต้องมารับทำหน้าที่อะไรสักอย่างที่ต้องมีความรับผิดชอบสูงขึ้นกว่าเดิม ค่อย ๆ เรียนรู้ไปกับคุณวาฬว่าแต่ละวันในการที่เราต้องคิดว่าสิ้นเดือนนี้ฉันต้องใช้หนี้ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าสั่งของ มันหาเงินเหมือนวันต่อวัน ก็มีความกดดันอีกรูปแบบหนึ่งที่หนูเจอ

เลิฟ : แมวน้ำเรียนรู้เยอะเลยค่ะ ตัวเลิฟเองเป็น Introvert แต่แมวน้ำเป็น Extrovert มาก ๆ ก็ได้เรียนรู้ถึงความ friendly ของเขา ความเข้าถึงง่าย ความเป็นมิตรกับทุกคนมาก ๆ ในชุมชน ก็รู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ในร่างกาย รวมถึงความสามารถที่จำเป็นต้องเป็น ณ ตอนนั้น มันท้าทายมากเลยค่ะ อย่างในเรื่องเราเป็น “แมวน้ำเซอร์วิส” ก็ต้องอยู่กับเครื่องไม้เครื่องมือช่าง ก็มีพี่ ๆ สอนให้เลยที่หน้ากอง เป็นอะไรที่ท้าทายและสนุกมากสำหรับหนู เพราะในชีวิตจริงก็คงไม่ได้ต้องมาเลื่อยไม้ใด ๆ จริง ๆ ก็เหมือนเปิดโลกของเลิฟเลยก็ว่าได้ แล้วอีกอย่างที่อยากชวนให้ติดตามก็คือตัวแมวน้ำจะมีปมลึกซึ้งกว่านั้น ซึ่งน่าจะอยู่ใน EP. ท้าย ๆ
จูน : ของต้นน้ำ จูนรู้สึกเรียนรู้ที่ได้เติบโตขึ้น ได้นิ่งขึ้น เพราะว่าตัวต้นน้ำเองเขามีความรับผิดชอบสูง แล้วก็เป็นพี่สาวที่ต้องดูแลน้องชายด้วย คือจริง ๆ จูนก็มีน้องชาย แต่ว่าจูนก็รู้สึกว่าเรามีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เพราะว่าปกติอยู่กับน้องเราก็จะเอ๊าะแอ๊ะ ๆ กับน้อง ตลก ๆ
ส่วนในเรื่องครอบครัว จูนเรียนรู้ รู้สึกและเข้าใจว่าครอบครัวแต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน ครอบครัวของต้นน้ำอาจจะเปิดกว้างมาก แต่ครอบครัวของชมพูอาจจะยังยึดติดกับสิ่งเดิม ๆ ว่า ลูกผู้หญิงก็ต้องแต่งงานกับผู้ชาย มันทำให้เรารู้สึกว่าจริง ๆ เราสามารถที่จะค่อย ๆ เปลี่ยนวัฒนธรรม ความคิดของสังคมเราได้

การเดินทางของมิ้ลค์ – เลิฟ
พอได้ร่วมงานกันหลายครั้ง ความสัมพันธ์ของมิ้ลค์กับเลิฟเปลี่ยนไปยังไงบ้าง? จากวันแรกที่เจอกันจนถึงวันนี้ มีมุมไหนที่รู้สึกว่า “เราสนิทกันขึ้นจริง ๆ” หรือ “ตอนนี้แค่สบตาก็รู้ว่าต้องส่งอะไรกลับไป”
เลิฟ : ก็ทั้งหมดเลย
มิ้ลค์ : แต่ที่ชัดที่สุดก็คือความสนิทกัน
เลิฟ : ด้วยความที่เราสนิทกันมากขึ้น การแสดงก็คือ flow ขึ้น เหมือนมองตาก็รู้แล้วว่าจังหวะต่อไปที่เขาจะเล่นหรือเราจะเล่นคืออะไร

มิ้ลค์ : สมมติเกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นรอบตัวเรา เรามองหน้าก็จะรู้แล้วว่าอีกคนรู้สึกยังไง อาจจะไม่ได้เป๊ะแต่ก็ใกล้เคียง เราจะคุยกันบ่อย ๆ ว่าเมื่อกี้นี้ “รู้สึกอย่างนี้เหมือนกันมั้ย” เราอยู่กันแบบทั้งเพื่อน พาร์ตเนอร์ เป็นเพื่อนผู้หญิงที่อยู่ด้วยกัน เล่นหยุมหยิม ๆ กัน หนูดีใจนะที่มีหลาย ๆ คนชอบ
เลิฟ : เรียกว่าเราทั้งสองคนเป็นตัวของตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ
มิ้ลค์ : เรารู้กันว่าเราจะต้องทำงานด้วยกันเรื่อย ๆ แน่นอน หรืออนาคตเราอาจจะไปเล่นกับคนอื่นบ้าง รวม ๆ บ้าง เราก็ไม่รู้ แต่ว่าอย่างน้อย ๆ ความสัมพันธ์เรายังอยู่ ความสนิทใจเรายังอยู่ เรายังคุยกัน ยังเล่นกัน มันก็เลยสนิทกันมากขึ้น มันก็เลยเป็นแบบนี้

การพบกันครั้งแรกของจูน – มิวนิค
จูน: น้องเป็นนักแสดงที่ดีมาก หมายถึงว่าจูนเป็นคนชอบนักแสดงที่เขาจะต้องทำการบ้านมาเยอะ ๆ ประมาณหนึ่งก่อนที่มาถึงซีน มิวนิคจะไม่มีการมา “ซีนนี้ต้องทำอะไรนะ” เขาทบทวนมาอย่างดี แล้วรู้หน้าที่ของเขาว่า ณ เวลาซีนต่อ ๆ ไปต้องทำอะไรบ้าง
ทำให้เราที่เป็นพาร์ตเนอร์รู้สึกไม่เหนื่อย เพราะว่าเขาก็เต็มที่และเราก็เต็มที่ พอสองคนที่เต็มที่มาอยู่ด้วยกัน ก็เลยทำให้ทุกอย่างดีในเวลาที่รวดเร็ว ไม่ใช้เวลานาน ไม่เปลือง energy แล้วน้องกับจูนเป็นคนไทป์คล้าย ๆ กัน หมายถึงว่า ชอบอะไร ทำอะไร สบายใจคล้าย ๆ กัน เช่น “ซีนนี้จะต้องทำแบบนี้” “น้องมีลิมิตเท่านี้ จูนมีลิมิตเท่านี้” ลิมิตของเรามันใกล้เคียงกัน ไม่มีการแบบว่า “จูนลิมิตได้เยอะ แต่น้องลิมิตได้น้อย” อย่างนั้นก็อาจจะลำบาก แต่เหมือนพอใกล้กันมาก ๆ เราเลยรู้สึกว่ามันดี ทำงานร่วมกันง่าย แฮปปี้ทุกอย่างเลยค่ะ

เรื่องเล่าในกอง “คุณวาฬร้านชำ Whale Store xoxo”
มิ้ลค์ : ที่เราเจอกันบ่อย ๆ ก็คือซีนที่หนูต้องซ้อนจักรยานน้อง หรือว่าน้องต้องซ้อนจักรยานหนู ความที่แบบว่า “อุ๊ย!!! จักรยานเหรอ ง่ายมาก ๆ เลย” หนูขี่จักรยานเป็นอยู่แล้ว แต่ว่าในเรื่องนี้ก็อาจจะ challenge ชีวิตขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง เพราะคันค่อนข้างที่จะหนักพอสมควร แล้วล้อใหญ่ก็จะบังคับยาก แล้วพอมันมีแรงโน้มถ่วงข้างหลัง จักรยานมันก้ยกล้อได้เลยนะพี่ หนูก็กรี๊ดตกใจ “เฮ้ย!!! ทำไม เกิดอะไรขึ้น” ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนี้ที่เจอกันบ่อย ๆ
เลิฟ : เรื่องเดียวกันเลยค่ะ ด้วยความที่เราคลุกคลีกับจักรยานเยอะที่สุดในเรื่อง เพราะฉะนั้นเราก็จะเจอจักรยานยกล้อกันบ่อยมาก (หัวเราะ)
มิ้ลค์ : หรือแม้แต่แมวคุณสม ซึ่งเขาก็มีความตกใจ หนูก็แบบ “ทุกคนเงียบ ๆ นะคะ” บางทีผู้กำกับมักจะบอกว่า “เงียบ ๆ นะทุกคน ค่อย ๆ ก้าว” บางทีน้องแมวเขาสามารถเจอผู้คนได้ แต่ว่าถ้าเสียงดังเขาก็จะกลัว ก็ต้องช่วยกันควบคุม

จูน : กองถ่ายของเราไม่ได้มีโลเคชันเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็คือบ้าน ร้านชำ ร้านเสริมสวย มหาวิทยาลัย มีแค่ประมาณนี้ เพราะฉะนั้นคิวถ่ายส่วนใหญ่ก็จะแบ่ง ๆ กัน วันนี้เป็นวันของเลิฟ วันนี้เป็นวันของจูน – มิวนิค เพราะฉะนั้นพอแบ่งแบบนี้ ทุกวันนั้นของแต่ละคู่จะเต็มไปด้วยคู่นั้นทั้งวัน มันเลยกลายเป็นว่านักแสดงทุกคนพะวงมากว่าซีนต่อไปจะต้องทำอะไรต่อ ทุกคนบทอยู่ในหัวเยอะมาก เลยกลายเป็นว่าไม่มีเวลามาเล่นสนุกเยอะเหมือนกองอื่น ๆ
มิ้ลค์ : ใช่ แล้วเป็นกองแรกที่หนูไม่ต้องยกเก้าอี้มาเพื่อนอน หนูก็คือเข้าทุกซีน พักผ่อนของหนูคือนั่งโซฟาปุ๊บ “อ้าว!!! มาแล้วไปเลย” ทุกคนต้องสแตนด์บายตลอด
จูน : แต่ถือว่าเป็นกองที่ทำให้เราเรียนรู้การทำงานที่เติบโตขึ้นไปอีกแบบ ซึ่งหนูชอบนะ มันพัฒนาเราไปเรื่อย ๆ กับสิ่งที่เราเจอ มันดีมากค่ะ
นิยามความรักของแต่ละคน…คืออะไร???
มิ้ลค์ : สำหรับหนู หนูว่าความรักก็คือความรัก มันไม่ได้ต้องมา judge ต้องเป็นใครกับใคร หนูคิดว่าทุกคนเป็นมนุษย์ ทุกคนมีความรักได้ หนูว่าอะไรก็ตามที่มันเกิดขึ้นไม่มีคำว่าแปลก แต่เรียกว่าเป็นความสบายใจมากกว่า ซึ่งหนูก็เป็นคนหนึ่งที่รักความสบายใจมาก การที่เรามีความรัก แล้วอยากมีความสบายใจไปด้วย เราก็ไม่ชอบที่เขาจะต้องมาระวังนู่น ระวังนี่ กลัวว่าคนจะมองยังไง หนูไม่ได้สนใจ หนูรู้สึกว่าฉันสบายใจที่จะรัก ฉันก็พอใจที่จะรักใครก็ได้
เลิฟ : รู้สึกว่าความรักเมื่อเกิดขึ้นแล้วมักดีเสมอ รู้สึกว่าถ้าเรามีสติในความรัก ความรักจะนำพาให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นค่ะ
จูน : สำหรับจูนเป็นอะไรที่พิเศษ มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีหลากหลายอารมณ์ ทั้งมีความสุขและเศร้า แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ ความรักที่ดี คือการที่พาร์ตเนอร์คนนั้นของเราจะต้องอุ้มชูเราได้ โอบกอดเราได้ในวันที่เราอ่อนแอ เพราะว่าความรักไม่ได้แบ่งแยกว่าคนนี้จะต้องเป็นคนนำ คนนี้จะต้องเป็นตาม วันไหนที่ใครรู้สึกเข้มแข็งกว่า คนนั้นก็เป็นผู้นำได้ วันไหนที่ใครรู้สึกอ่อนแอกว่า คนนั้นก็เป็นผู้ตามได้ แต่เราจะต้องโอบกอดกัน และผ่านอุปสรรคหลาย ๆ อย่างไปด้วยกันให้ได้ อย่างนี้มันคือความรักที่ดี
มิ้ลค์ : ไม่ใช่เพิ่งเรียนรู้ แต่ว่าจริง ๆ แล้ว ความรักไม่ใช่แค่มนุษย์นะคะ แต่คือสิ่งของ สัตว์ ทุกอย่างที่เรารู้สึกว่าเรารัก


รักแรกของ “คุณวาฬ”
ใน “คุณวาฬร้านชำ Whale Store xoxo” คือเรื่องราวของ “รักแรก” แล้วถ้าเป็นในชีวิตจริง อยากชวนแต่ละคนเล่าเรื่องรักครั้งแรกให้เราฟังหน่อย มันเป็นความรู้สึกแบบไหนกันนะ ตอนที่ใจเต้นครั้งแรกเพราะใครหรืออะไรบางอย่าง???
มิ้ลค์ : หนูเชื่อในรักแรก แต่ไม่ได้แปลว่าจะเป็นคนแรก รักแรกของหนูต้องเป็นรักแรกที่แบบว่า “เฮ้ย!!! ฉันรู้สึกว่าทุกอย่างมันไม่ต้องเพอร์เฟกต์” หนูไม่ได้ชอบความหวือหวา หนูชอบชีวิตง่าย ๆ ฟีลเหมือนอยู่เป็นเพื่อนกัน อยู่เป็นครอบครัวกัน อยู่เป็นคนรักกัน แล้วต้องเป็นบางสิ่งบางอย่างไม่ใช่แค่คน จะเป็นสิ่งของ หรือสัตว์ ที่หนูรู้สึกว่าฉันสบายใจ เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่า “ฉัน Down จังเลย ฉันอยากเติม ขอเติมหน่อยได้มั้ย” อะไรอย่างนี้ค่ะ หนูคิดว่ามันคือรักแรกของหนู ไม่ว่ามันจะเกิดเมื่อไหร่ก็ตาม จะเกิดก่อน หรือเกิดหลัง ก็คือรักแรกของหนู

เลิฟ : รักแรกของเลิฟ เลิฟเลี้ยง Sugar Glider ชื่อแชมเปญกับวิสกี้ ตั้งแต่ ป.4 เลี้ยงประมาณ 2 – 3 ปี คือเป็นความรู้สึกที่รู้สึกถึงความเจ็บจี๊ด ตอนที่น้องเขาไม่อยู่ เราอยู่ ป.4 แล้วเราเลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก ๆ ตัวจิ๋ว ๆ เลย เรารู้สึกว่ามันคือความเอาใจใส่ ทั้งการให้อาหาร การเลี้ยงดู หรือว่าการที่มีเขาเพื่อน
การที่เราจะรักใครสักคนหรือว่ารักอะไรสักอย่าง เราต้องเลี้ยงดู ดูแล เอาใจใส่เขา ตอนแรกที่เขาไม่อยู่ เราก็มีโทษตัวเองเพราะเราดูแลเขาไม่ดีหรือเปล่า ซึ่งมันก็น่าจะ relate กับความรักในรูปแบบคนรักได้เหมือนกัน แต่ว่ารักแรกของเลิฟคือ Sugar Glider
น้องเคยหายออกจากบ้านไป 1 ตัว แล้วก็กลับมาเอง ก็ไม่รู้ว่าไปติดโรคอะไรหรือเปล่า งงมากว่ากลับมาได้ยังไงก็ไม่รู้ คือมีกรงแล้วจะมีที่ใส่แผ่นรองอึ แล้วมันเปิดออกได้ แต่เข้าไม่ได้ แล้วเหมือนน้องก็มารอใต้แผ่นรองอึ

มิ้ลค์ : หนูเข้าใจน้องนะ คือจริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่อายุหรือกี่ปีก็ตาม แต่ว่าถ้าน้องอ่อนแอหรือไม่ไหว น้องก็จะสามารถไปได้ตลอดเวลา เหมือนสมมติถ้าหนูเกิดมาป่วยอะไรสักอย่าง ที่อยู่ได้เวลาแค่นี้ ๆ เราก็ต้องยอมรับนิดหนึ่ง เพราะหนูก็เป็นเหมือนกัน เลี้ยงพุดเดิ้ลที่เขาอ่อนแอ เอะอะต้องเติมน้ำเกลือ เขาก็ไปง่าย
จูน : จูนพยายามคิดอยู่นานมากว่ารักแรกของจูนคือใคร หรือคืออะไร ก็เลยคิดว่าคงเป็นปาป๊า หม่าม๊าที่เป็นคนแรก ที่รู้สึกรักแบบไม่มีเหตุผล ก็อาจจะมีเหตุผล อย่างของเลิฟเป็นรักเพราะว่าเลิฟ Take สิ่งนั้น แต่สำหรับจูน จูนโดน Take มา แล้วจูนรู้สึกว่าจูนอบอุ่นกับการมีป๊าม๊ามาก ๆ แล้วก็คงเป็นคนที่รักที่สุดในชีวิตตลอดไป


ร้านชำของคุณวาฬ
ในเรื่องนี้ทุกคนเหมือนได้ใช้ชีวิตในร้านชำมากกว่ามาแค่ถ่ายทำได้อยู่หน้าร้าน ได้มองคนเข้ามาซื้อของ ได้หยิบของชิ้นเล็ก ๆ ที่มีเรื่องราว แล้วในชีวิตจริงล่ะ…ร้านชำแถวบ้านเคยมีบทบาทอะไรในวัยเด็กของเราบ้างมั้ย? สำหรับแต่ละคน เสน่ห์ของร้านชำคืออะไร? แล้วพอมาอยู่ในร้านของคุณวาฬ มีอะไรที่รู้สึกว่า “ร้านนี้ไม่เหมือนร้านไหนเลย” บ้างมั้ย?
มิ้ลค์ : หนูเติบโตมาแบบเด็กต่างจังหวัด แน่นอนว่าหนูคุ้นชินกับร้านชำมาก ๆ แม่เคยเช่าร้านอยู่ในตลาด เพราะแม่ทำเบเกอรี่ขาย แล้วหนูก็ต้องรู้จักร้านชำว่ามีอะไรบ้าง สิ่งแรกก็คือตู้ใส่น้ำที่เป็นสเตนเลส แล้วก็จะมีพวกน้ำส้มยี่ห้อต่าง ๆ ตอนนั้นขวดละ 3 บาท ตอนนี้น่าจะแพงแล้ว
พอหนูไปอยู่ในกองคุณวาฬร้านชำ หนูรู้สึกว่ามีกลิ่นอายที่ทำให้คิดถึงตอนเด็ก ๆ ที่เราวิ่งซนเข้าไปในร้าน มันจะมีกลิ่นบางอย่างเป็นกลิ่นเอกลักษณ์ของร้านชำ ฟีลเหมือนฝนตกลงดินแล้วเราได้กลิ่นดินจะเป็นความรู้สึกนั้น
ส่วนของในร้านคุณวาฬที่หนูไม่เคยเห็น คือถั่วแผ่น อันนั้นอาจจะมี แต่ตอนนั้นหนูไม่เห็น หนูไม่รู้จัก แล้วหนูอยากรู้ว่ารสชาติเป็นยังไง ไปร้านของเจ้าของร้าน ด้วยความอยากรู้ หนูก็เลย “ขอชิมได้มั้ย รสชาติเป็นยังไง” ก็อร่อยดี อยากรู้ว่าสมัยก่อนเขากินยังไงกัน ที่เห็นชัดแล้วจำได้สุดคือขนมโก๋ แล้วก็บ๊วยที่เป็นแผงแล้วต้องดึง อันนั้นเห็นสมัยก่อน ทำให้หนูคิดถึงช่วงวัยเด็กของหนูค่ะ
เลิฟ : ร้านชำในความทรงจำเลิฟ คืออยู่ในตลาดที่มีไข่ขายเป็นแผง แล้วก็ข้าวสารที่เป็นถุงใหญ่ ๆ ตักแล้วก็ชั่งน้ำหนัก
จูน : จูนรู้จักร้านชำนะคะ แต่ว่าจูนเกิดมามินิมาร์ทหน้าบ้านจูนแล้ว โตมากับมินิมาร์ท แต่ว่าร้านชำที่เห็นบ่อย ๆ คือร้านชำตรงมหาวิทยาลัย เวลาจูนเดินเข้ามหาวิทยาลัย แล้วมันจะเป็นซอย เขาจะมีร้านชำที่เก่า ๆ นิดนึง ก็จะมีคุณลุงคุณป้านั่งขายอยู่ มีขนมซองเล็ก ๆ ซองละ 5 บาท รู้สึกว่ามันดีนะ ถ้าเราชอบกินหลายอย่างเราก็ซื้อได้หลายห่อเลยด้วย

กันและกัน
แม้จะร่วมงานกันมาหลายเรื่อง เคยผ่านทั้งซีนยิ้ม ซีนเศร้า ซีนที่ต้องสบตา และซีนที่ต้องพูดกันเบา ๆ ความสัมพันธ์ของมิ้ลค์กับเลิฟค่อย ๆ เติบโต ไม่เร่งรีบ ไม่เสียงดัง แต่มั่นคง ครั้งนี้ใน คุณวาฬร้านชำ พวกเธอกลับมาอยู่ในจอเดียวกันอีกครั้ง ในเรื่องราวที่ไม่ใช่แค่ความรัก แต่พูดถึงความเข้าใจ ความไว้ใจ และการอยู่เคียงข้างในวันที่ไม่แน่ใจอะไรเลย
เราเลยอยากให้ทั้งคู่ ลองพูดถึง “กันและกัน” ในแบบที่อาจไม่เคยพูดออกมาดัง ๆ มาก่อน
เลิฟ : เลิฟรู้สึกว่าปีนี้เป็นปีทองของพี่มิ้ลค์ รู้สึกว่าพี่มิ้ลค์ได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ได้ก้าวเข้าไปในสายแฟชั่นมาก ๆ ก็รู้สึกว่าพี่มิ้ลค์ไปได้มากกว่านี้อีก แล้วก็เชื่อว่าพี่มิ้ลค์รักในสิ่งที่ทำแล้วก็เต็มที่มาก ๆ ก็จะซัปพอร์ตจนถึงที่สุดเท่าที่ทำได้
มิ้ลค์ : อาจจะเป็น 3 หรือ 4 ปี ไม่แน่ใจที่หนูอยู่กับน้อง เป็นช่วงเวลาที่เราได้ทำงานด้วยกัน แฮปปี้มากนะคะ น้องเป็นสายบิวตี้ หนูอยากเห็นบิลบอร์ด หรือหน้าจอเป็นรูปเลิฟรัก หนูว่าน้องมาสายนั้น ไม่ว่าจะแฟชั่น บิวตี้ เท่ ๆ ทุกอย่าง ไม่ว่าอะไรที่น้องอยากทำ อยากลองทำ อยากให้น้องทำเลย หนูจะคอยซัปพอร์ตทุกเรื่องแน่นอน


แม้วันนี้ ‘มิวนิค’ จะไม่ได้มานั่งคุยกับเราตรงนี้ แต่เรื่องราวของมิวนิคก็ยังอยู่ในบทสนทนาของเราเสมอ จูนรับบทเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่ได้ใช้จังหวะของเรื่องนี้เติบโตไปพร้อมใครบางคนในร้านชำ และใครคนนั้นก็คือ ‘มิวนิค’
ความรู้สึกที่หลายคนสัมผัสได้ระหว่าง ‘ต้นน้ำ’ กับ ‘ชมพู’ อาจไม่ได้เกิดจากความตั้งใจเพียงอย่างเดียว แต่มาจากจังหวะการฟัง การรอ และการมองกันอย่างพอดิบพอดีในแบบที่ไม่ต้องแสดงก็ยังเชื่อ อยากให้จูนพูดอะไรถึงมิวนิคหน่อย
จูน : น้องเป็นคนตั้งใจกับทุก ๆ อย่างมาก ๆ อยู่แล้ว เราเป็นพาร์ตเนอร์กันมา ถ่ายทำเสร็จมาแล้วเรื่องหนึ่ง เรามีการคุยกัน Deep Talk กันบ่อยมาก จูนอยากจะ Cheer up น้องว่า You มั่นใจได้เลย สิ่งที่ You ทำมันดีมาก ๆ แล้วในระดับหนึ่ง ไม่ต้องกังวลอะไรเลย แค่เป็นตัวของตัวเอง ตั้งใจทำในสิ่งที่อยากจะทำแบบเดิมต่อไปนั่นแหละดีแล้ว

เราก็แค่อยากบอกว่า จูนไม่ใช่คนที่เพอร์เฟกต์ อาจจะเป็นพาร์ตเนอร์ที่ไม่เพอร์เฟกต์ในบางเรื่องก็ได้ แต่ว่าจูนพยายามที่จะเข้าใจน้องมาก ๆ แล้วก็อยากให้เป็นพาร์ตเนอร์ด้วยกันต่อไปอีกยาว ๆ แล้วก็พากันไปไกลให้ได้ไกลมากที่สุดเท่าที่เรา 2 คนจะทำได้ เพราะว่าก็เคยคุยกันไว้ว่าจุดมุ่งหมายเราอยู่ที่ตรงไหน แต่ก็ไม่ได้กดดัน เพราะว่าเคยสัญญากันไว้ว่า “โอเค จุดมุ่งหมายเรามี แต่เราจะไม่กดดันกันและกันนะ” ถ้าสุดท้ายมันไปไม่ถึง ไม่เป็นไร เราแค่ทำเต็มที่ที่สุดแล้ว


“เราจบการพูดคุยด้วยรอยยิ้มเช่นเคย”
บางบทสนทนาในวันนี้ไม่มีใครตั้งใจจะให้เป็นคำตอบ แต่มันกลายเป็นรอยยิ้มที่หลุดออกมาตอนพูดถึงพาร์ตเนอร์ที่รู้ใจ หรือเรื่องราวเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นหลังกล้องในวันธรรมดา
เราได้ฟังมิ้ลค์พูดถึงเลิฟด้วยน้ำเสียงในแบบที่ไม่ต้องเลือกคำ ได้ยินเลิฟเล่าถึงมิ้ลค์ในแบบที่คนสนิทเท่านั้นถึงจะมองเห็น เห็นจูนยิ้มบาง ๆ ตอนพูดถึงมิวนิคทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้มานั่งข้าง ๆ และทุกคำตอบที่ไม่มีคำว่า “รัก” กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกดีดีที่ชัดเจนมากกว่านั้น
บางครั้งความคุ้นเคยก็ถูกก่อขึ้นจากการซ้อมบทซ้ำ ๆ
บางครั้งความไว้ใจก็ค่อย ๆ ถูกเติมให้มากขึ้นระหว่างฉาก
ในโลกที่ทุกอย่างดูรีบไปหมด การได้ทำงานกับใครสักคนที่ทำให้เรากล้าเป็นตัวเอง คือของขวัญเล็ก ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องห่อ ไม่จำเป็นต้องเฉลยออกมาเป็นคำ เหมือนกับขนมในร้านชำที่เจ้าของรู้ว่าเราจะหยิบอันนี้ แม้เราจะยังไม่เอื้อมมือไป
บทสัมภาษณ์นี้จึงไม่ใช่บทสรุป แต่น่าจะเป็นเหมือนโพสต์อิทเล็ก ๆ ที่แปะอยู่ในใจว่าเราเคยเจอกัน เราฟังกัน เรารู้จักกัน แม้เพียงชั่วขณะสั้น ๆ ในซีรีส์เรื่องหนึ่งที่ชื่อว่า “คุณวาฬร้านชำ Whale Store xoxo” และหากวันไหนคุณเดินผ่านร้านชำจริง ๆ เราหวังว่า บางประโยคจากบทสัมภาษณ์นี้จะย้อนกลับมาในความคิดคุณอีกครั้ง ไม่ต้องเต็มประโยคก็ได้ แค่พอให้ยิ้มออกมาได้คนเดียว อย่างไม่มีเหตุผล…ก็พอ


ติดตาม “คุณวาฬร้านชำ Whale Store xoxo” ได้ทุกวันพุธ เวลา 20.30 น. ทาง GMM 25 และรับชมย้อนหลังที่แรกทาง Netflix เวลา 21.30 น.
