ด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

ปม ‘ชายแดนไทย-กัมพูชา’ ยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง โดยในวันพรุ่งนี้ (14 มิถุนายน 2568) ที่กรุงพนมเปญ จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Boundary Commission : JBC) เพื่อหาทางออกร่วมกันเกี่ยวกับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น แต่ก่อนที่การประชุมจะเริ่มขึ้น ทั้งทางไทยและกัมพูชาเองก็ได้มีมาตรการต่าง ๆ ออกมามากมาย โดยมีสาระโดยสรุปดังต่อไปนี้

กัมพูชาจำกัดเวลาพำนักของคนไทยเหลือ 7 วัน ตอบโต้มาตรการไทยทันที!

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ทางการไทยได้ออกมาตรการจำกัดระยะเวลาพำนักของชาวกัมพูชาที่เดินทางมาไทย จากเดิมที่อยู่ได้ 60 วันเหลือ 7 วัน พร้อมกับปรับเวลาเปิด-ปิดด่านเป็นเวลา 08:00 น. – 16.00 น. รวมถึงมีการอนุญาตให้ข้ามเขตแดนได้เป็นบางวันเท่านั้น

และในวันเดียวกันนั้นเอง ทางกัมพูชาก็ได้มีการออกมาตรการตอบโต้ทันที โดยจำกัดระยะเวลาพำนักของคนไทยที่เดินทางมากัมพูชา จากเดิมที่อยู่ได้ 60 วันเหลือ 7 วันเช่นกัน พร้อมกับปรับเวลาเปิด-ปิดด่านเหมือนกัน แต่ขยับเวลาเป็น 09:00 น. – 16.00 น. พร้อมกับมีการสั่งปิดด่านชั่วคราวอีกด้วย

ยุติการซื้ออินเทอร์เน็ตจากไทยและงดฉายภาพยนตร์หรือละครไทย

ความตึงเครียดก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้นยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ทาง ‘ฮุน มาเนต’ นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ออกมาประกาศมาตรการยุติซื้อไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตจากประเทศไทย พร้อมกับพ่วงเหตุผลว่าเพราะมีกลุ่มหัวรุนแรงในไทยบางกลุ่มออกมาเรียกร้องให้มีการตัดไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตกับทางกัมพูชา “เพื่อไม่ให้ปัญหายืดเยื้อและสร้างความลำบากให้ใจให้กับไทย” กัมพูชาจะจัดหาซื้อไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตเองโดยไม่ต้องพึ่งพาจากไทย และมีผลตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนของค่ำคืนที่ผ่านมา ขณะเดียวกันทาง ‘ฮุน เซน’ ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกฯ ของกัมพูชายังได้แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ว่า กัมพูชาไม่ได้พึ่งพาไฟฟ้าจากไทยและสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างเพียงพออยู่แล้ว นอกจากนี้ฮุนเซนยังได้มีข้อเสนอต่อรัฐบาลกัมพูชาว่า ให้งดฉายภาพยนตร์ไทยหรือละครไทยผ่านสถานีโทรทัศน์ทุกช่องอีกด้วย

อีก 6 มาตรการจาก ‘ฮุน เซน’ ย้ำไม่ง้อไทย?

ถัดมาวันที่ 13 มิถุนายน 2568 ก่อนหน้าการประชุมเพียง 1 วัน ฮุน เซน ยังได้มีการออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับ 6 มาตรการที่จะดำเนินการหากไทยไม่ยอมเปิดด่านชายแดนที่ปิดไปโดยพลการ ซึ่งอาจจะมาจากการที่ผู้บัญชาการทหารบกของไทยมีการลงนามคำสั่งให้ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพาและผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารีมีอำนาจในการควบคุมการเปิด-ปิดชายแดนไทย-กัมพูชาตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดย 6 มาตรการที่ว่า ประกอบไปด้วย

  • หยุดนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย โดยจะส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและสินค้าจากต่างประเทศ
  • เตรียมความพร้อมซื้อสินค้าเกษตรที่เคยส่งออกมายังไทยเพื่อสนับสนุนเกษตรกร และจะมองหาตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ
  • เตรียมส่งผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลในพื้นที่หรือต่างประเทศแทนที่จะเข้ารับการรักษาในประเทศไทย
  • เตรียมพร้อมรับแรงงานที่เดินทางจากไทยกลับสู่กัมพูชา และจะสร้างโอกาสในการจ้างงานใหม่ ๆ ครอบคลุมทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม หรือการก่อสร้าง
  • เตรียมพร้อมกองกำลังทหารที่อาจจะตอบโต้ทันทีในกรณีที่เกิดการรุกราน
  • เตรียมพร้อมอพยพประชาชนที่อาศัยอยู่ที่ชายแเดนไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัย และจะจัดหาปัจจัยสี่และสิ่งของที่จำเป็นอย่างเพียงพอ 

ทั้งยังย้ำว่าหากไทยยังไม่แก้ไขปัญหาการเปิดด่านชายแดนให้กลับมาสู่สถานการณ์ปกติได้ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินมาตรการที่ว่ามานี้ ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า บรรยากาศโดยรวมของข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด และท่าทีของกัมพูชาเองก็ยังดูเข้มแข็งกับการที่จะส่งเรื่องพื้นที่ทับซ้อนไปยังศาลโลก ดังนั้นอาจจะต้องมารอดูความคืบหน้าหลังจากที่การประชุมเสร็จสิ้นว่าสถานการณ์จะดำเนินไปในทิศทางไหน ส่วนทางด้าน นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาเปิดเผยว่า ประเด็นในการประชุมจะมีเรื่องหลัก ๆ อยู่ 3 เรื่อง ได้แก่ การผลักดันให้ชายแดนกลับสู่สภาวะปกติและลดการเผชิญหน้าระหว่างกัน, การสร้างความเข้าใจร่วมกันเรื่องเขตแดนและแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาว และยืนหยัดที่จะไม่ใช้กลไกศาลโลกในการแก้ไขปัญหา

อ้างอิง