ฆ่าเพื่อรักษาเกียรติ, Honour Killing, ปากีสถาน, อาชญากรรม, ผู้หญิง

ในปี 2021 หญิงสาวชาวปากีสถานเกือบ 1,000 คนถูกสังหารจากคนในครอบครัว สำนวนคดีความกว่า 470 ฉบับ ถูกจ่าหน้าว่าเป็นคดีการ “ฆ่าเพื่อรักษาเกียรติ” (Honour Killing) ซึ่งเป็นหนึ่งในอาชญากรรมที่พบเห็นได้บ่อยในประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด หรือประเทศในแถบตะวันออกกลาง โดยคนในครอบครัวจะทำการ ‘สังหาร’ สมาชิกที่กระทำผิดหรือสร้างความเสื่อมเสียให้แก่วงศ์ตระกูล อาทิ ปฏิเสธการแต่งงาน ทำผิดประเวณี ไม่ประพฤติตามกฎของศาสนา หรือแม้กระทั่งแสดงออกเหมือนกับชาวตะวันตกเกินไป ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้หญิง โดยจะถูกสมาชิกในครอบครัวที่เป็นเพศชายลงโทษด้วยการปาหินหรือใช้อาวุธปืนยิงจนเสียชีวิต เนื่องด้วยค่านิยมแบบดั้งเดิมที่มองว่าผู้หญิงคือเพศที่มีแนวโน้มจะนำความเสื่อมเกียรติมาสู่วงศ์ตระกูลมากที่สุด ประกอบกับอุดมคติที่ว่า “ชีวิตที่ไร้ศักดิ์ศรีไม่คุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่” ทำให้ครอบครัวที่มีหัวอนุรักษนิยมไม่ยอมผ่อนปรนในเรื่องนี้ แม้ยุคสมัยและกาลเวลาจะนำพาองค์ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนมาสู่พวกเขา แต่ก็ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือชีวิตเด็กสาวจำนวนมากที่ถูกพรากชีวิตจากคำว่า ‘เกียรติยศ’ นี้ไปได้

คดีเกี่ยวกับการฆ่าเพื่อรักษาเกียรติที่เริ่มมีการพูดถึงในช่วงแรกต้องย้อนกลับไปในปี 2006 หญิงสาวนามว่า บานาซ มาหะโมด (Banaz Mahmod) วัยเพียง 20 ปี เกิดและเติบโตมากับครอบครัวที่อพยพมาจากประเทศอิรัก ถูกสังหารโดยน้ำมือของพ่อและลุงแท้ ๆ ของเธอ จากการที่เธอตัดสินใจหย่าร้างกับผู้ชายที่ถูกบังคับแต่งงานด้วย แล้วเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่กับผู้ชายที่เธอรักด้วยใจจริง ซึ่งคดีนี้ค่อนข้างโด่งดังและได้รับการพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากคดีของหญิงสาววัย 20 ปีคนนี้ นับเป็นคดีแรก ๆ ที่ทำให้ผู้คนรู้จักกับ Honour Killing หรือวิธีการฆ่าเพื่อรักษาเกียรติ เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ หากเกิดขึ้นในประเทศที่เคร่งเรื่องประเพณีหรือพิธีกรรมแบบนี้ การตายของบานาซคงกลายเป็นเรื่องปกติที่ไม่มีใครให้ความสำคัญ เนื่องจากมองว่าการสังหารลูกสาวเพื่อรักษาเกียรติเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

ข่าวล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้นต้องเบนเข็มทิศไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา เด็กสาวนามว่า ฮิระ อันวาร์ (Hira Anwar) วัยเพียง 14 ปี เติบโตขึ้นมาในฐานะผู้อพยพชาวปากีสถาน ที่อาศัยอยู่กับครอบครัวในประเทศสหรัฐอเมริกา ฮิระมีพี่น้องอีก 2 คนซึ่งเป็นผู้หญิงด้วยกันทั้งหมด ฮิระไม่ต่างจากเด็กสาวทั่วไปที่มีความชื่นชอบในเรื่องตามกระแสและโลกโซเชียลมีเดีย ทว่าพ่อของเธอกลับมองว่าฮิระถูกสังคมคนตะวันตกหล่อหลอมจนไม่เหลือความเป็นปากีสถาน แม้จะมีการพูดคุยหรือบีบบังคับให้ฮิระเลิกสนใจวัฒนธรรมของชาวตะวันตก แต่เธอก็ไม่ยอมทำตามและยังคงแอบเล่นโทรศัพท์อยู่บ่อยครั้ง นั่นทำให้พ่อของฮิระตัดสินใจหล่อลวงเธอไปที่ประเทศปากีสถานบ้านเกิด โดยอ้างกับสมาชิกในครอบครัวที่เหลือว่าต้องการไปทำธุระเพียงเท่านั้น แต่ไม่นานความจริงก็ปรากฏเมื่อฮิระถูกพบเป็นศพบริเวณหน้าบ้านเกิดของพ่อเธอ ก่อนที่พ่อจะยอมรับสารภาพว่าเขาเป็นคนลงมือยิงสังหารลูกสาวแท้ ๆ ของตนเองเพื่อรักษาเกียรติยศให้กับวงศ์ตระกูล

คดีของบานาซและฮิระมีจุดร่วมอย่างหนึ่งคือ พวกเธอเติบโตมาคนละแวดวงสังคมกับครอบครัวของพวกเธอ ทั้งบานาซและฮิระต่างซึมซับอาหาร วัฒนธรรม ผู้คน รวมถึงวิธีคิดแบบคนอเมริกาและอังกฤษตามสถานที่ที่พวกเธออยู่ นั่นทำให้พวกเธอปฏิบัติตัวเหนือความคาดหวังของผู้ปกครอง ซึ่งสามารถมองได้ว่า “มันไม่ผิด” เนื่องจากครอบครัวเลือกที่จะให้ลูกมาเติบโตในประเทศที่มีความต่างด้านวัฒนธรรมเองแต่แรก ดังนั้นเมื่อมนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดและแสดงออกในแบบของตนเอง จึงไม่ผิดที่บานาซและฮิระจะเลือกแสดงออกในแบบที่ตนเองพึงพอใจมากกว่าในแบบที่พ่อแม่คาดหวัง 

แน่นอนว่ายังมีเด็กสาวและผู้หญิงอีกหลายคนที่ไม่ได้พำนักอยู่ในประเทศที่ไม่ยอมรับการฆ่าเพื่อรักษาเกียรติ และจากไปอย่างเงียบ ๆ โดยไร้ซึ่งความยุติธรรม บางคนตกเป็นเหยื่อการถูกข่มขืน บางคนแค่อยากทำในสิ่งที่ใจต้องการ บางคนแค่ต้องการอิสรภาพ แต่ก็ต้องตกเป็นเหยื่อจากมายาคติที่ฉาบคลุมความคิดของคนบางกลุ่มเอาไว้ ข้อมูลอัปเดตล่าสุดในปี 2024 ระบุว่า จำนวนคดีการสังหารบุคคลเพื่อรักษาเกียรติในปากีสถานเพิ่มขึ้นจาก 480 คดี ในปี 2023 เป็นทั้งหมด 588 คดี ซึ่งเกือบเท่าจำนวนของคดีที่เกิดขึ้นในปี 2022 โดยตัวเลขที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวสะท้อนว่า ค่านิยมแบบนี้ยังคงเข้มข้นและแพร่หลายในปากีสถาน และหญิงสาวที่ต้องสังเวยชีวิตไปแล้วหลายร้อยคนต่อปียังคงไม่ได้รับความยุติธรรม 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการพูดถึงเรื่องจริยธรรมของหลักความเชื่อ มีการระบุว่าชุดความคิดแบบตายเพื่อรักษาเกียรติของวงศ์ตระกูลไม่ได้ยึดโยงกับหลักศาสนาอิสลามแต่อย่างใด ศาสนาหลัก ๆ ของโลกไม่มีศาสนาใดยอมให้มีการก่ออาชญากรรมโดยอ้างเรื่องเกียรติยศ แต่มีการคาดเดากันว่าหลักความเชื่อลักษณะนี้ได้รับอิทธิพลมาตั้งแต่สมัยที่มนุษย์ตั้งรกรากกันเป็นชนเผ่า และเพิ่งนำหลักความคิดแบบนี้มาเชื่อมโยงกับศาสนาในภายหลัง แต่ถึงอย่างนั้นความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริงก็ยังไม่ได้รับการปฏิรูปหรือแก้ไข การลิดรอนสิทธิ์ของผู้อื่นคือการทำลายเกียรติและศักดิ์ศรี ดังนั้นเราไม่มีวันได้รับเกียรติจากการลิดรอนสิทธิ์ของใคร

ที่มา

AUTHOR

ไม่ชอบคนข้างล่าง