ศาลโลก หรือ ศาลยุติกรรมระหว่างประเทศ (ICJ: International Court of Justice)

สืบเนื่องจากกรณีพิพาทดินแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น ล่าสุดทางฝั่งของกัมพูชาได้นำพื้นที่พิพาทจำนวน 4 แห่ง ได้แก่ ช่องบก ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาควาย ยื่นฟ้องต่อ “ศาลโลก” ให้ช่วยจบข้อพิพาทดินแดนระหว่างสองประเทศ โดยทางกัมพูชาอ้างว่า การเลือกใช้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหา เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะทางทหารและกลไกทวิภาคีที่ไม่สามารถคลี่คลายได้ เนื่องจากพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ซับซ้อนเช่นเดียวกับคดีเขาพระวิหารในอดีต ขณะที่ไทยยืนกรานไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก จนนำมาสู่คำถามที่ว่า ศาลโลกคือใคร มีบทบาทในการตัดสินคดีรูปแบบใด แล้วหากไทยไม่รับอำนาจศาลจะเกิดอะไรขึ้น 

ศาลโลกคือใคร?

ศาลโลก หรือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ: International Court of Justice) จัดตั้งขึ้นตามกฎบัตรสหประชาชาติในเดือนมิถุนายน ปี 1945 ในฐานะองค์กรตุลาการสหประชาชาติ ตั้งอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นองค์กรที่สืบทอดอำนาจมาจาก ศาลสถิตยุติธรรมระหว่างประเทศ (PCIJ: Permanent Court of International Justice) ที่ก่อตั้งขึ้นภายหลังเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 1 โดยได้รับการผลักดันและปฏิรูปต่อจากรัฐบาลอังกฤษ ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการอย่างไม่เป็นทางการและประชุมร่วมกับนักกฎหมายจาก 11 ประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของจีน สหภาพโซเวียต (รัสเซีย) และอเมริกา ที่อยากให้จัดตั้งองค์กรความยุติธรรมระหว่างประเทศเพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคง หลังเผชิญกับผลกระทบจากไฟสงครามมาอย่างยาวนาน และเริ่มปฏิบัติหน้าที่ของศาลมาตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 1948 

ศาลโลกทำหน้าที่อะไรบ้าง?

เหตุผลหลักในการจัดตั้งศาลโลกนั้นเป็นไปเพื่อยุติข้อพิพาทระหว่างประเทศอย่างสันติ อีกทั้งยังส่งเสริมหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ เพื่อให้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นที่ยอมรับและมีข้อบังคับใช้อย่างชัดเจน รวมถึงให้คำปรึกษาด้านกฎหมายระหว่างประเทศ กล่าวคือ ศาลโลกจะตัดสินคดีข้อพิพาทระหว่างประเทศที่สุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงระหว่างประเทศคู่กรณี โดยมีหน้าที่หลัก 2 ประการคือ 

  • ตัดสินชี้ขาดคดีข้อพิพาทระหว่างรัฐต่าง ๆ 
  • ให้คำแนะนำทางกฎหมายแก่รัฐหรือองค์กรต่าง ๆ 

ซึ่งบุคคลที่จะมีสิทธิ์เป็นคู่ความทั้งฝั่งโจทก์และจำเลยต้องมีสถานะเป็น “รัฐ” เท่านั้น ไม่สามารถฟ้องหรือถูกฟ้องในสถานะบุคคลธรรมดา องค์กร หรือองค์กรระหว่างประเทศได้ 

หากไม่รับคำสั่งศาลโลกจะเกิดอะไรขึ้น?

ถึงแม้คำว่าศาลโลกจะดูมีขอบเขตอำนาจในการตัดสินที่ยิ่งใหญ่ ทว่าในความเป็นจริงแล้วการพิจารณาคดีในแต่ละครั้งก็มีข้อจำกัด เนื่องจากศาลโลกหรือให้เรียกตามชื่อจริงคือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ “ไม่มีขอบเขตอำนาจในลักษณะการบังคับ” ส่งผลให้รัฐสามารถ “ไม่ยอมรับ” อำนาจของศาลได้ หมายความว่า ศาลจะพิจารณาคดีได้ก็ต่อเมื่อประเทศคู่กรณีทั้งสองฝ่ายยอมรับขอบเขตอำนาจศาลของศาล 

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าไม่ยอมรับอำนาจศาลตั้งแต่ต้น ศาลก็ไม่มีอำนาจในการพิจารณาคดีนั้น 

ที่ผ่านมาไทยขึ้นศาลโลกมาแล้วกี่ครั้ง?

อ้างอิงตามข้อมูลจากเว็บไซต์ International Court of Justice ประเทศไทยเคยขึ้นศาลโลกมาแล้วหลายครั้งนับตั้งแต่อดีต ส่วนใหญ่เป็นข้อพิพาทระหว่างดินแดน โดยไทยเคยขึ้นศาลโลกในสมัยที่ยังใช้ชื่อ PCIJ (ศาลเก่า) จำนวน 3 ครั้ง ขณะที่การขึ้นศาลโลกในยุคที่เป็น ICJ (ศาลใหม่) แล้วมีด้วยกันทั้งหมด 4 ครั้ง ในกรณีพิพาทเดียวกันนั่นคือ คดีปราสาทพระวิหาร (Case Concerning the Temple of Preah Vihear) ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ดังนี้

  • ปี 1959 – กัมพูชายื่นฟ้องประเทศไทยต่อศาลโลก กรณีข้อพิพาทกรรมสิทธิ์เหนือปราสาทพระวิหาร
  • ปี 1962 – ศาลโลกมีคำพิพากษาในชั้นเนื้อหา ตัดสินให้กัมพูชามีกรรมสิทธิ์ในเขาพระวิหาร พร้อมมีคำสั่งให้ไทยถอนกำลังทหารออกจากบริเวณดังกล่าว และส่งคืนวัตถุโบราณที่อาจนำออกมาจากเขาพระวิหาร 
  • ปี 2011 – กัมพูชาส่งคำร้องต่อศาลโลกเพื่อขอให้ตีความคำพิพากษาคดีเขาพระวิหารอีกครั้ง โดยเฉพาะประเด็นการเรียกคืนพื้นที่บริเวณใกล้เคียงปราสาทเขาพระวิหาร
  • ปี 2013 – ศาลโลกมีคำวินิจฉัยตีความว่าพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ส่งผลให้พื้นที่โดยรอบปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นของกัมพูชาโดยสมบูรณ์ 

ไทย-กัมพูชาพิพาทเรื่องเขตแดนมาแล้วกี่พื้นที่?

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนกันมาหลายครั้ง ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทับซ้อนที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดนกันอย่างแน่ชัด หากนับข้อพิพาทดินแดนทางบกมีด้วยกันทั้งหมด 6 พื้นที่ ได้แก่ ปราสาทเขาพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงปราสาทพระวิหาร, ช่องบก, ปราสาทตาเมือนธม, ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาควาย ที่ยังคงอยู่ในระหว่างการยื่นพิจารณาต่อศาลโลก นอกจากนี้ยังเคยมีข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลซึ่งเกิดจากการที่กัมพูชาประกาศเขตไหล่ทวีปแต่ฝ่ายเดียวในปี 1970 โดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์กฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยยอมรับ ส่งผลให้เกิดการอ้างสิทธิ์ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ถึงแม้สุดท้ายจะมีการเซ็นสัญญาข้อตกลง MOU44 ในปี 2001 ทว่าข้อพิพาทนี้ยังไม่ได้รับการสรุปที่แน่ชัด และยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวระหว่างประเทศ 

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีพื้นที่เขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชาที่ยังไม่ได้รับการปักปันเขตแดนอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถนำไปสู่ประเด็นความขัดแย้งทางชายแดนระหว่างประเทศในอนาคตได้เสมอ ประกอบกับอคติและความเป็นชาตินิยมที่สั่งสมในใจของประชาชนส่วนใหญ่ ทำให้ทุกข้อพิพาทที่เกิดขึ้นล้วนเป็นประเด็นอ่อนไหวที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์และความมั่นคงระหว่างประเทศ ถึงแม้ทั้งไทยและกัมพูชาจะถือเป็นบ้านใกล้เรือนเคียง และติดต่อแลกเปลี่ยนกันมาตั้งแต่อดีต ทว่าปัจจัยด้านผลประโยชน์และการช่วงชิงพื้นที่ดินแดนหลายต่อหลายครั้ง อาจนำไปสู่ความรุนแรงและการเหยียดเชื้อชาติในอนาคต หากไม่ได้รับการแก้ไขและเจรจาอย่างถูกต้อง

ศาลโลก หรือ ศาลยุติกรรมระหว่างประเทศ (ICJ: International Court of Justice)

AUTHOR

ไม่ชอบคนข้างล่าง