เคยมั้ย บางทีเราก็ทำอะไรลงไปจากความคิดเพียงชั่ววูบ และดูเหมือนความคิดชั่ววูบในยุคนี้จะมีปากมีเสียงดังก้องอยู่ในหัวอีกด้วย จนเกิดคำที่คนยุคนี้เรียกว่า ‘แพ้เสียงในหัว’ หรือการกระทำบางอย่างที่รู้ทั้งรู้ว่าไม่ควรทำ หรือทำไปก็ไม่ดี แต่เราก็อดอยากลองทำไม่ไหวจนต้องทำตามเสียงในหัวที่ว่า สิ่งนี้คืออะไรกันแน่นะ
หากพิจารณากันดูดี ๆ แล้ว อาการแพ้เสียงในหัว ก็น่าจะหมายถึงอาการที่เราไม่สามารถห้ามตัวเองจากความคิดที่รบกวนได้ (Intrusive Thoughts) ซึ่งความคิดเหล่านี้มักจะมาครอบงำเราในช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจบางอย่างในชีวิต ไม่ก็เป็นช่วงที่เรากำลังจะทำอะไรสักอย่าง แต่เสียงในหัวเหล่านั้นกำลังเสนอ Scenario ที่แตกต่างออกไปเข้ามารบกวนความคิดที่กำลังไหลไประหว่างกำลังเหม่อลอยชั่วขณะ
อย่างเช่นในคลิปสุดไวรัลที่มีคนกำลังรอก้าวเท้าข้ามขึ้นโป๊ะเรือข้ามฟากที่ท่าเรือเทอร์มินอล 21 ขณะที่เรือยังไม่ชิดท่าเรือดีนัก ก็มีชายคนหนึ่งแพ้เสียงในหัวจนรีบก้าวเท้าข้ามไปเร็วกว่าที่ควรจะเป็น จนทำให้เท้าที่ก้าวถึงท่าเรือไปได้เพียงครึ่งเดียวร่วงลงสู่ผืนน้ำเจ้าพระยา ทำให้คนที่อยู่ริมท่าเรือ และริมทางขึ้นเรือช่วยเหลือกันยกใหญ่ เปียกก็เปียก อายก็อาย
หรือง่ายกว่านั้น ความคิดที่รบกวนเหล่านี้บางทีก็จะมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยจนทำให้สมาธิเสีย หรืออารมณ์เสียไปเลยก็มี อย่างเช่นช่วงเวลาสัมภาษณ์งาน จู่ ๆ เราก็อาจจะคิดว่า “จริง ๆ เราเหมาะกับงานนี้หรือเปล่านะ” จนทำให้ความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองโผล่มาในจังหวะที่เราควรจะต้องพร้อมพรีเซนต์ตัวเองแบบสุด ๆ ไม่ก็เวลาที่เราเห็นคันโยกเปิดประตูฉุกเฉินในรถไฟฟ้า แล้วคิดว่าถ้าโยกจะเกิดอะไรขึ้น ทั้ง ๆ ที่เห็นป้ายติดอยู่ว่าถ้าโยกเล่นจะเสียค่าปรับ หรือกำลังนั่งเล่นอยู่กับแฟน จู่ ๆ คุณก็อาจจะคิดขึ้นมาได้ว่า “ถ้าเราทำร้ายแฟนด้วยสิ่งนั้น สิ่งนี้ จะเป็นยังไงนะ” เอ้า ก็อยู่ด้วยกันดี ๆ มาคิดเรื่องนี้ได้ไง แล้วคุณก็จะเริ่มรู้สึกผิดกับตัวเองเฉยเลย
จะเห็นได้ว่าความคิดที่รบกวนแบบนี้ไม่ได้รบกวนแค่ชุดความคิดของตัวตนที่เป็นเรา แต่รบกวนไปถึงความรู้สึกหลังจากนั้นได้อย่างจริงจัง จนอาจกลายเป็นความหงุดหงิด หรือความวิตกกังวลบางอย่างที่ส่งผลต่อเนื่องในระยะยาวได้เลย ที่แย่ที่สุดของเรื่องนี้ก็คือความคิดเหล่านั้นเรามักจะควบคุมให้มันไม่คิดไม่ได้ด้วย
ในบทความของ Lifeline องค์กรการกุศลของออสเตรเลียระบุว่า มีงานวิจัยหนึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้คนส่วนใหญ่ 9 ใน 10 คนเคยประสบปัญหาเรื่อง Intrusive Thoughts อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต จะมากหรือน้อยก็ตามแต่ประสบการณ์ที่แต่ละคนเคยเจอ ไม่ว่าจะเป็นความคิดที่รบกวนเกี่ยวกับเรื่องสุขภาวะ เรื่องความเจ็บป่วยโดยทั่วไป ความคิดเกี่ยวกับความรุนแรง หรือการทำร้ายตัวเองและผู้อื่น ความคิดเกี่ยวกับการกระทำ หรือการพูดบางอย่างที่น่าอายต่อผู้อื่น ความคิดเกี่ยวกับความกังวลสงสัยในตัวเอง ว่าจะทำบางอย่างผิดพลาด ไม่ตรงตามกำหนดเวลา หรือความกลัวเรื่องการถูกตัดสินจากสังคม ความคิดที่หมิ่นเหม่เกี่ยวกับเรื่องเพศ ศาสนา หรือผิดศีลธรรม ไปจนถึงความคิดเกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนตัวจากความทรงจำในอดีต
แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่านั่นคือเสียงในหัวที่ไม่ควรสนใจ บทความเรื่อง ‘Managing intrusive thoughts’ ของ Harvard Health Publishing แผนกข้อมูลสุขภาพผู้บริโภคของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้เสนอแนวทางสังเกตตัวเองง่าย ๆ ไว้ 3 ข้อ คือ
1. ความคิดเหล่านั้นมันจะดูผิดปกติสำหรับตัวเอง : ความคิดที่รบกวนเราแบบนี้ ส่วนมากมักจะมีฐานความคิดที่แตกต่างจากความคิดทั่วไปของตัวเราเองอย่างมาก เช่น อาจมีความรุนแรงผิดปกติ อาจมีความสุดโต่งเกินไปในด้านในด้านหนึ่ง จนเราสามารถสังเกตได้ว่าความคิดเหล่านั้นมันไม่ใช่ตัวฉัน แค่ฉันดันคิดแบบนี้ออกมาได้ระหว่างกำลังฟุ้งซ่านและเหม่อลอย
2. ความคิดเหล่านั้นมักดูน่ารำคาญ : ถ้าเราสังเกตได้ว่าความคิดเหล่านั้นมันช่างรบกวนจิตใจเราเหลือเกิน และเป็นก้อนความคิดที่เราอยากผลักออกไปจากใจ มันอาจเป็นความคิดที่รบกวนเราก็เป็นได้
3. ความคิดนั้นยากที่จะควบคุม : อย่างที่บอกไปว่าความคิดเหล่านี้มักจะผุดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว และมันอาจจะไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นตอนนั้น หรือเป็นชุดความคิดที่มักจะวนเวียนซ้ำ ๆ ส่งเสียงรบกวนความคิดชุดอื่น ๆ และไม่ยอมหายไปจากหัว ให้อนุมานไปได้เลยว่านั่นคือความคิดที่รบกวนเราอยู่นั่นเอง
ที่สำคัญและอยากจะทิ้งท้าย คือเมื่อเราเจอแล้วว่านั่นคือความคิดที่รบกวนเรา แล้วเราควรจะทำอย่างไรกับมันต่อไปบ้าง ก็มีรูปแบบและขั้นตอนสั้น ๆ ที่อยากจะแนะนำเพื่อทำให้ความคิดที่รบกวน หรือเสียงในหัวที่กำลังบอกให้เราทำแบบนั้นแบบนี้อยู่ ไม่สามารถส่งผลให้เรารู้สึกแบบนั้นจริง ๆ ได้ 3 ข้อเช่นกัน นั่นคือ
1. ระบุความคิดนั้นว่าเป็นความคิดที่รบกวน : ลองคิดกับตัวเองว่า “นั่นเป็นแค่ความคิดที่รบกวน มันไม่ใช่แบบที่เราคิด ไม่ใช่สิ่งที่เราเชื่อ และไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำ” ท่องเอาไว้ว่าแท้จริงแล้วเราคิดอย่างไร และเราเป็นคนแบบไหน อย่าให้มันมาควบคุมเราได้เป็นอันขาด
2. อย่าต่อสู้กับมัน : เมื่อเรามีความคิดที่รบกวนจิตใจ จงยอมรับมัน อย่าพยายามทำให้มันหายไป แค่รู้เอาไว้ก็พอว่านั่นคือความคิดที่รบกวนชั่วขณะ ไม่ต้องเอาใจลงไปเล่น หาอะไรทำให้มันลืมไปก็ยิ่งดี
3. อย่าตัดสินตัวเอง : ข้อนี้สำคัญที่สุด เพราะการที่เรารู้ตัวว่าการมีความคิดแปลก ๆ หรือน่ากังวลไม่ได้บ่งชี้ว่ามีบางอย่างผิดปกติกับตัวเอง จะทำให้เราไม่รู้สึกไม่ดีกับตัวเองหลังจากความคิดที่รบกวนเหล่านั้นสร้างความรู้สึกแย่ ๆ กับเราในภายหลัง มองโลกในแง่บวกเข้าไว้
สุดท้ายแล้วเราจะเอาชนะเสียงในหัวได้ เราก็ต้องมีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวเสมอว่ามันอาจจะกำลังควบคุมความคิดเราหลังจากนั้น และดึงเอาแกนควบคุมการกระทำหรือคำพูดให้มาอยู่กับตัว และตระหนักรู้ถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้หลังจากที่เราเผลอทำตามเสียงในหัวเหล่านี้ เพราะถ้าเราควบคุมมันได้ เราก็จะสามารถหาวิธีการตอบสนองต่อเสียงในหัวได้อย่างรวดเร็ว และลดผลกระทบในชีวิตประจำวันของเราได้เหมือนกัน
ที่มา
- https://toolkit.lifeline.org.au/articles/techniques/managing-intrusive-thoughts
- https://www.health.harvard.edu/mind-and-mood/managing-intrusive-thoughts
