ภาวะอ่อนล้าทางใจ Languishing

คุณเคยรู้สึกว่าตนเองกำลัง “ใช้ชีวิตให้ผ่านไปวัน ๆ ไหม” รู้สึกเหมือนไม่มีที่ให้กลับไป และไม่มีที่ไหนให้ไปถึง มันราวกับว่ากิจวัตรประจำวันของเราผนวกรวมเข้ากับความหม่นเศร้าของโลกใบนี้ แบกร่างอันแหลกลาญจากเมื่อวานก่อน เดินทางไปยังสถานที่เดิม ๆ ป้อนอาหารเลว ๆ จากร้านสะดวกซื้อใส่ปาก แล้วลากสังขารอันอิดโรยทำงานแลกเงินที่พอแค่ประทังชีวิตให้ผ่านไป ยิ้มรับกับคำก่นด่าของเจ้านายหลงตัวเอง รับฟังปัญหาเดิม ๆ ที่ไม่มีใครสามารถแก้ไข ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบนี้ซ้ำ ๆ วนลูปไปเรื่อย ๆ แต่ละความบัดซบที่ประเดประดังเข้ามา รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนกัดกินหัวจิตหัวใจจนว่างเปล่าไร้แก่นแกน 

การเผชิญหน้ากับการเดินทางที่ไร้จุดหมาย เบื่อหน่าย และสับสน ทำให้ผู้คนเกิดความอิดโรยในการดำเนินชีวิต จนในที่สุดก็จะพัฒนาไปเป็นปัญหาทางจิตในอนาคต โดยทางจิตวิทยาเรียกสภาวะแบบนี้ว่า Languishing หรือ ภาวะอ่อนล้าทางใจ ที่เกิดจากความเครียดสะสมและการเผชิญกับปัญหารุมเร้าแบบเดิม ๆ จนรู้สึกเบื่อหน่าย ไร้แรงจูงใจ หมดไฟในการดำเนินชีวิต โดยจิตแพทย์ Dion Metzger กล่าวว่า ความรู้สึกอ่อนล้าทางใจไม่เหมือนกับความรู้สึกซึมเศร้า มันเป็นความรู้สึกที่ “ไม่ยินดียินร้าย” กับอะไรทั้งนั้น มันไม่ใช่ความเศร้า แต่เป็นการขาดไร้ซึ่งความสุขเสียมากกว่า 

นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน Dr. Corey Keyes อธิบายว่า ภาวะอ่อนล้าทางใจไม่ใช่โรคหรือปัญหาทางจิตโดยตรง มันเป็นเพียงสภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้นและสามารถหายไปเองได้ ถึงแม้จะไม่ใช่โรคทางจิตเวชที่น่ากังวล แต่การเกิดสภาวะนี้บ่งบอกถึง “สุขภาพจิตที่ไม่ดี” และอาจพัฒนาไปสู่สัญญาณเริ่มแรกของการเป็นโรคซึมเศร้า เนื่องจากทุกครั้งที่รู้สึกว่างเปล่าหรือหมดไฟ ความเศร้าลึก ๆ ภายในจะปะทุออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ 

คำถามคือเราจะรับมือกับภาวะอ่อนล้าทางใจอย่างไร?

ตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ในแต่ละวัน

กำหนดเป้าหมายหรือมิชชันเล็ก ๆ ในแต่ละวัน ที่ผลลัพธ์ของมันสามารถฮีลเราได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น คิดไว้ว่าวันนี้จะเดินออกกำลังกายอย่างน้อย 15 นาที คิดไว้ว่าวันนี้อยากลองทำกับข้าวกินเอง คิดไว้ว่าวันนี้ต้องดูซีรีส์ที่อยากดูให้ได้อย่างน้อย 1 ตอน หรือคิดไว้ว่าวันนี้ต้องเข้านอนก่อนห้าทุ่มให้ได้ ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ใช้พลังงานเยอะ ขอแค่เป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำแล้วรู้สึกดีก็พอ เพื่อให้เรามีแรงใจและรู้สึกว่าทำอะไรสำเร็จบ้าง

ให้รางวัลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

ทุกครั้งที่เราทำมิชชันเล็ก ๆ ของตนเองสำเร็จ ลองให้รางวัลกับตัวเองดูบ้าง เช่น ของหวานจากร้านโปรดสักมื้อ หรือปล่อยให้ตัวเองนอนขี้เกียจสักครึ่งชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้เกิดความคิดเชิงบวกภายในจิตใจ และรู้สึกว่าทุกการกระทำของเรามีเป้าหมายรออยู่เสมอ เพราะอย่าลืมว่าเราต้องการแรงจูงใจในทุกย่างก้าว เพื่อซ่อมแซมความรู้สึกอิดโรยที่ผ่านมา

ลองออกจากกิจวัตรเดิม ๆ และตั้งเป้าหมายที่น่าตื่นเต้น 

หากกิจวัตรประจำวันที่ผ่านมาคือ ตื่นนอน อาบน้ำ ไปทำงาน แล้วกลับห้อง ลองเพิ่มเติมความตื่นเต้นหรือเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันดูบ้าง อาทิ นัดเจอเพื่อสนิทหลังเลิกงาน วางแผนไปพบปะครอบครัวในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ วางแผนออกไปดูหนังในโรงภาพยนตร์ ทำสีผมใหม่ หรือเปลี่ยนบรรยากาศจากการกินข้าวที่บ้านเป็นการกินข้าวนอกบ้าน พูดง่าย ๆ คือ อะไรก็ได้ที่ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นหรือรอคอยการมาถึงของอะไรสักอย่างที่แตกต่างไปจากเดิม 

พยายามพูดคุยกับเพื่อนหรือคนที่ไว้ใจ

ไม่ว่าที่ผ่านมาจะรู้สึกเบื่อหน่าย เศร้าเซ็ง หรือพบเจอกับปัญหาอะไร อย่าเก็บมันไว้คนเดียว ลองหาเพื่อนสนิทหรือคนที่ไว้ใจได้พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองซึ่งกันและกัน ส่วนหนึ่งเพื่อหาคำแนะนำจากแง่มุมของคนอื่น อีกส่วนหนึ่งคือการย้ำเตือนว่าตัวเรายังคงมีคุณค่าในสายตาคนใกล้ตัว และบางครั้งสิ่งที่เรากำลังเผชิญสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยแรงใจจากคนรอบข้าง 

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ไม่ว่าจะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือไบโพลาร์ สิ่งที่แพทย์และนักจิตวิทยาแนะนำคล้ายกันคือ เมื่อประสบปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต ให้ออกไปบริหารร่างกายหรือออกกำลังกาย เนื่องจากมีผลวิจัยออกมาแล้วว่า การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ หรือการออกกำลังกายที่มีการกระแทกต่ำ สามารถบรรเทาอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลในผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตได้ 

สรุปง่าย ๆ คือ หากรู้สึกเบื่อหน่าย อ่อนล้า หมดไฟ ขาดแรงจูงใจในการใช้ชีวิต สิ่งแรกที่ควรทำคือหันกลับมาโฟกัสตัวเองให้มากขึ้น ทบทวนว่าเพราะอะไรหัวใจเราถึงรู้สึกแบบนี้ จากนั้นใจเย็นกับตัวเองและแก้ไขปัญหาไปทีละจุดแบบค่อยเป็นค่อยไป นึกถึงความสดใสของตนเองในวันวาน และกู้คืนรอยยิ้มนั้นกลับมาให้เร็วที่สุด เพราะชีวิตไม่ได้น่าเบื่อขนาดนั้น มันยังมีเรื่องตื่นเต้นและน่าสนใจรอเราอยู่ข้างหน้า

ที่มา

AUTHOR

ไม่ชอบคนข้างล่าง