“อะไรคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีคุณค่า (What Makes Us Valuable?)”
คือคำถามใหญ่ที่ ‘แท็บ-รวิศ หาญอุตสาหะ’ CEO, Srichand & Mission To The Moon Media ชวนผู้ฟัง Session คิดตามไปด้วยกันตั้งแต่เริ่มต้นเวทีทอล์กของเขา ในงาน Creative Talk Conference 2025 ภายใต้ Session ‘What Makes Us Valuable? ตัวตน คุณค่า และทางรอด’ ในห้วงเวลาที่มนุษย์กับ AI ใช้ชีวิตร่วมกันโดยสมบูรณ์ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง และเมื่อมันสามารถทำบทบาทหน้าที่บางอย่างให้กับเราได้ ตัวเราจะยืนอยู่ตรงไหนของสังคม หรือ AI จะอยู่ร่วมกับเราอย่างไรบ้าง
แน่นอนว่าความกลัวถูกฝังอยู่ในหัวเราทุกคนในฐานะคนทำงาน มันจะมาแย่งงานเรานู่นนี่นั่น แต่จริง ๆ แล้วถ้าเราย้อนกลับไปในช่วงที่เทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้าถึงขนาดนี้ ความก้าวหน้าของบางสิ่งทำให้บางอย่างที่เคยแพงมีราคาถูกลง บางอย่างที่ทำได้ยากก็ง่ายขึ้นทันตาเห็น ‘เทคโนโลยี’ มันเคยเป็นแบบนั้นมาตลอด
แท็บให้มุมมองว่า ‘AI’ คือความก้าวหน้าคนละแบบกับที่เคยมีมา เพราะมันไม่ได้เข้ามาช่วยทุ่นแรงให้เรา แต่มันมาทำแทนให้เรา เพราะมันฉลาดกว่าเรา ฉะนั้นคำถามสำคัญในตอนนี้คือทุกคนรู้สึกกับตัวเองหรือยังว่า ‘ความกังวล’ หรือ ‘ความตื่นเต้น’ เรารู้สึกถึงสิ่งไหนกับตัวเองมากกว่ากัน เปรียบง่าย ๆ เหมือนกวางและสิงโตในทุ่งหญ้าสะวันนา ถ้าเราเป็นกวาง ความรู้สึกของเราคือความกังวลว่าจะโดนกินมั้ย ขณะที่สิงโตรู้สึกตื่นเต้นว่าวันนี้จะไล่กวางทันหรือเปล่า
กลับมายังมนุษย์ เทียบในยุคโฮโมเซเปียน เราในทุ่งหญ้าสะวันนาก็คือเหมือนกวางเพราะไม่มีเขี้ยวเล็บ ทำได้แค่สู้หรือหนีอย่างเดียว ไม่ได้เป็นผู้ล่า และนั่นคือเหตุผลที่เรามีสัญชาตญาณความขี้กลัวอยู่ในตัวสูง ดังนั้นหากเรามีเป้าหมายในการอยู่รอดได้ในทุกสภาวะ (รวมการมาถึงของ AI) เราก็ต้องมีแนวคิดเหมือนสิงโตมากกว่า เพราะมุมมองที่เปลี่ยนไปเพียงนิดเดียวก็จะส่งผลตามมาให้เราได้มากเหมือนกัน หากเรามัวแต่กลัว AI เราเหนื่อยแน่นอน ต้องเปลี่ยนเป็นการคิดว่าเราจะอยู่บนโลกการทำงานได้สบาย ๆ พร้อม ๆ กับความก้าวหน้าของ AI ได้อย่างไรบ้าง
แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เขาชวนให้เราคำนึงถึงปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ส่งผลให้เราเกิดความกลัว คือพัฒนาการที่ก้าวกระโดดของ AI ที่มันมาไวกว่าที่คิดอย่างที่หลายคนทราบ ทั้งการที่ AI จะเข้ามาทำให้รูปแบบงานของมนุษย์ 50% หายไปภายใน 5 ปี หรือทำให้บางงานที่เคยเสียเวลาทำไปทั้งวันลดน้อยลงได้ ไปจนถึงการทำให้เรามีเวลาเพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน นั่นคือสิ่งที่ AI กำลังมอบชีวิตใหม่ให้เราอยู่ในขณะนี้ แม้จะเป็นยุคแรกเริ่มก็ตาม
เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว แน่นอนว่าในอนาคตบทบาทของ AI จะเข้ามาทำงานกับมนุษย์มากขึ้นเป็นแน่ ภาคอนาคตจากจินตนาการส่วนใหญ่ของเราก็จะนิยามการอยู่ร่วมกันได้ไม่กี่อย่าง อาจจะนำไปสู่ความเจริญ (Utopia), ความพินาศ (Dystopia) หรือความร่วมมือ (AI x Human) ก็ได้ทั้งนั้น ทางแยกเหล่านี้คือเป้าหมายในการเริ่มย้อนกลับมาสู่คำตอบแรกที่ว่า เราจะอยู่ร่วมกับ AI ยังไงในตอนนี้
กลับมายังคำถามว่าเราจะอยู่ร่วมกับ AI แบบสบาย ๆ ในยุคนี้ไปจนถึงอนาคตได้อย่างไรบ้าง คนที่จะตอบสิ่งนี้ได้ดีที่สุดก็คือคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะเติบโตไปเป็นผู้ที่อยู่ร่วมกับ AI อีกยาวนาน คือกลุ่ม Gen Z และ Gen Alpha ซึ่งแม้แต่คนยุคนี้เองก็ยังอยู่ในห้วงเวลาของความกลัวเลย กลัวว่าตัวเองจะเก่งพอหรือยังเมื่อเติบโตขึ้น หรือเราจะพึ่งตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน คือแค่สู้กับตัวเองก็เหนื่อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วในขั้นต้น
แท็บได้สัมภาษณ์กลุ่มคนใน Gen Z มาจำนวนหนึ่ง และตกผลึกมาเล่าได้ว่า กลุ่มคน Gen นี้คาดหวังความเก่งในตัวเองพอสมควร ซึ่งไม่ใช่แค่การเก่งในทักษะส่วนตัวเท่านั้น แต่ภาพลักษณ์หรือตัวตนที่ผู้คนรอบข้างเห็นก็ต้องเก่งด้วย เก่งในหน้าที่การงาน เก่งในความรัก เก่งในตำแหน่งลูกในครอบครัว หรือเก่งในตำแหน่งเรื่องส่วนตัวอื่น ๆ ต่อมาคือเรื่องความอดทน ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ไม่อดทน แต่คนรุ่นใหม่พร้อมอดทนในเรื่องที่ควรอดทนเท่านั้นเอง
ในฐานะผู้นำในองค์กร เขาก็ได้ให้มุมมองว่ากว่าจะทำให้คนคนหนึ่งลดความกลัว เพิ่มความกล้า เพื่อทำให้ Mindset ของการอยู่ร่วมกับ AI ได้อย่างสบาย ๆ อาจจะต้องมาจากการสร้างระบบนิเวศการทำงานที่ดีในองค์กรให้กับคนรุ่นใหม่เหล่านี้เสียก่อน เพื่อทำให้พนักงานใน Gen เหล่านี้รู้สึกว่าการมอบความอดทนให้นั้นมีความหมายตอบแทนกลับมาสำหรับพวกเขา ไล่เรียงจาก
- สร้างพื้นที่ปลอดภัยเชิงความคิดผ่านการสร้างความเชื่อใจ ด้วยการมีเครดิตที่ดี มีความคุ้นเคยต่อกัน และมีความปรารถนาดีต่อกัน
- ให้เป้าหมายที่ต้องการและที่มาที่ไปของเป้าหมายนั้น ทำให้ความตั้งใจและความอดทนที่ลงไปมีทิศทาง ไม่ใช่การอดทนทำไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้ที่มาและที่ไป
- ตั้งสมดุลของเดดไลน์แห่งความอดทนให้อยู่ตรงกลาง ตามสภาพการทำงานที่เหมาะสมและสมเหตุสมผล ไม่ใช้เหตุผลแข็งกร้าวที่ไม่โอนอ่อนต่อความยืดหยุ่นทั้งหลาย
เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริงแล้ว ความอดทนต่อการทำงาน ความอดทนต่อสังคม หรือความอดทนต่อโลกใบนี้ก็จะเกิดขึ้นได้
กลับมายังการอยู่ร่วมกันกับ AI ที่ในยุคนี้ก็เริ่มต้นแนวคิดนี้กันไปบ้างแล้ว หลายกรณีที่ ‘ความไว้ใจ’ ของมนุษย์ ยังคงมอบให้กับมนุษย์มากกว่า AI อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะ AI ยังเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความเป็นสีเทา บางอย่างตรวจสอบไม่ได้ บางอย่างบิดเบือน หรือบางทักษะ มนุษย์เองสามารถควบคุมดูแลได้ดีกว่า อย่างเช่น การขับขี่ สมมติถ้าเราได้ยินเสียงกัปตันบนเครื่องบินบอกว่าตอนนี้กัปตัน WFH และปล่อยให้ AI ควบคุมเครื่องบินอยู่ คุณจะสบายใจกับการขับเครื่องบนของ AI ได้จริง ๆ หรือนี่เองคือ ‘คุณค่าของมนุษย์’ ที่มนุษย์ยังมอบความเชื่อถืออยู่
ฉะนั้นอีกเรื่องที่องค์กรจะต้องดำเนินการคือการสร้างพื้นที่แห่งคุณค่าให้กับเพื่อนร่วมงาน ผ่าน 3 ข้อง่าย ๆ คือ ให้โอกาสใหม่ ๆ ที่อาจไม่เคยลองทำ ให้คำปรึกษาในสิ่งที่พวกเขามีข้อกังวลหรือสงสัยด้วยความปรารถนาดี ให้พื้นที่ทดลองทางความคิดและการกระทำ
คนบางคนอาจไม่ได้มีทักษะเดียว คนทำงานบัญชีบางคนอาจจะชอบเป็นพิธีกรดำเนินกิจกรรมบางอย่าง หรือนำเสนอบางเรื่องให้ผู้คน ถ้าเราจับเอาทักษะส่วนตัว ทั้งทักษะในการทำงานและทักษะที่ถนัดมาบูรณาการร่วมกัน ตำแหน่งหน้าที่ภายในองค์กรของพนักงานคนนั้นอาจจะฉายแววออกมาเลยก็ได้
มาจนถึงตรงนี้ก็พอจะได้คำตอบแล้วว่า “อะไรคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีคุณค่า (What Makes Us Valuable?)” จาก Session ที่แท็บเล่าเรื่องราวให้เราฟัง นั่นคือคุณค่าของมนุษย์ยังคงมีอยู่จากสิ่งที่มนุษย์คนนั้น ๆ ทำได้ดีเสมอมา เป็นคุณค่าของมนุษย์คนนั้น ๆ ที่เราเชื่อมั่น และให้ความสำคัญมากกว่า AI สรุปสิ่งที่คนรุ่นก่อนหน้า หรือคนที่เป็นผู้นำ/ผู้ดูแลองค์กรควรมอบให้เลย คือการทำให้ผู้คนในองค์กรเห็นคุณค่าในตัวเอง หา PVP (Personal Value Proposition) หรือคุณค่าของตัวตนที่แตกต่างของแต่ละคนให้เจอ ผ่าน 3 คำถามสำคัญ
- เราทำได้ดีในเรื่องอะไร
- เราให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง
- คนอื่นจะได้รับอะไรจากเรา (ข้อนี้สำคัญมาก)
คำตอบของ 3 คำถามนี้จะก่อให้เกิด PVP ที่จะทำให้เรามองเห็นคุณค่าที่พิเศษของตัวเองในแบบที่ตัวเองเป็น และดีไม่ดีจะมีเพียงแค่คุณที่มีทักษะนั้น บวกทักษะนี้ ผสมทักษะโน้น และอีกหลากหลายทักษะย่อยที่คุณอาจจะชอบ อาจจะเคยทำ ทำได้ แต่ยังไม่เคยเอาทักษะเหล่านั้นมารวมกันทำให้ตัวคุณเองพิเศษเหนือใคร ๆ
ซึ่งอาจจะเหนือกว่า AI ที่ดูน่ากลัวเลยก็ได้เช่นกัน
