ปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่า หลาย ๆ องค์กร และธุรกิจไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ ค่อย ๆ ย้ายระบบของตัวเองไปสู่ Cloud กันมากขึ้นเรื่อย ๆ แตกต่างจากยุคก่อนหน้าที่จะต้องตั้งเครื่องด้วยตัวเอง วันนี้จะมาเล่าเหตุผลให้อ่านกันว่า ทำไมองค์กรส่วนใหญ่ถึงเลือกใช้ Cloud แทนที่จะใช้วิธีก่อน ๆ และมันทำให้เกิดประโยชน์อย่างไร
Cloud คืออะไร ?
Cloud หรือ Cloud Computing หรือภาษาไทยเรียกว่า การประมวลผลบนกลุ่มเมฆ อ่านชื่อแล้วดูเข้าใจยากมาก แต่พูดในแบบที่เข้าใจง่าย ๆ คือ การที่มีคนเอาระบบคอมพิวเตอร์ไปต่อกับอินเตอร์เน็ต แล้วให้เราซึ่งเป็นผู้ใช้สามารถเข้าไป เช่า เพื่อใช้บริการต่าง ๆ ได้
เหตุที่เราเรียกกันกว่า Cloud หรือ ก้อนเมฆ นั้นเป็นเพราะ เราสามารถเข้าถึงสิ่งที่เราเช่าจากที่ไหนก็ได้ ตราบใดที่เราเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต เหมือนกับที่เรามองขึ้นไปบนฟ้าแล้วเห็นก้อนเมฆลอยอยู่เสมอ ไม่ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นอาจจะอยู่อีกฝากหนึ่งของโลก เราก็ยังสามารถเข้าถึงได้
หากเราต้องการที่จะให้บริการสักอย่าง เช่น การเปิดเว็บสักตัว สมัยก่อนเราอาจจะต้องมีการซื้ออุปกรณ์อย่าง Server และ ระบบจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ มา แล้วยังต้องเตรียมห้องสำหรับการจัดวางระบบที่ซื้อมานี้เข้าไป ต้องจ่ายค่าไฟ ต้องจ้างคนมาดูแล มีรายจ่ายสารพัดมาก ๆ เราเรียกการวางระบบภายในองค์กรเลยว่า On-Premises
เมื่อใช้งานไป องค์กรต้องการระบบขนาดใหญ่ขึ้น ต้องไปจ่ายเงินเพื่อซื้อระบบเข้ามาเติม แต่บางระบบไม่ได้มีการใช้งานหนักตลอดเวลา เช่น ระบบจำหน่ายตั๋ว หากไม่มีการขายตั๋ว ระบบแทบจะไม่ได้ถูกใช้งานหนักอะไรเลย แต่กลับกัน เมื่อมีคนเปิดขายตั๋วขึ้นมา คนถล่มแย่งกันเข้ามาซื้อตั๋ว ระบบที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้อาจจะไม่เพียงพอกับจำนวนผู้เข้าใช้ การที่จะไปจ่ายเงินซื้อ ณ ตอนนั้นมาติดตั้งเลย มันย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว สิ่งที่ทำได้มีเพียง การขยายระบบรอไว้ล่วงหน้าเท่านั้น แต่นั่นทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมหาศาล ทั้งในเรื่องของค่าเครื่อง ค่าดูแลรักษา และค่าจ้างคนมาดูแลที่ต้องมีจำนวนมากขึ้น
Cloud เข้ามาช่วยเราในปัญหาที่เล่ามาได้เป็นอย่างดี เนื่องจาก ผู้ให้บริการ Cloud เขามีการจัดการติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ และระบบรักษาความปลอดภัยต่าง ๆ โดยผู้เชี่ยวชาญ เตรียมไว้ให้เราเรียบร้อยแล้ว
และด้วยความที่ผู้ให้บริการ Cloud เกิดมาเพื่อให้บริการให้ เช่า โดยเฉพาะ นั่นแปลว่า เขามีการลงทุนซื้อเครื่องเข้ามาเป็นจำนวนมาก รอให้ผู้ใช้เข้ามาสับเปลี่ยนหมุนเวียนเช่าได้ ทำให้ผู้ใช้สามารถกำหนดขนาดของทรัพยากรทางคอมพิวเตอร์ที่ต้องการได้ค่อนข้างละเอียดมาก ๆ รวมไปถึงความสามารถในการ ย่อและขยายความต้องการได้อีกด้วย ผู้ใช้ทำหน้าที่อย่างเดียวคือ การจ่ายค่าบริการเข้าไป ตัดเรื่องการจัดหาอุปกรณ์, การอัปเกรดอุปกรณ์, การดูแลอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายแฝงที่อาจจะเกิดขึ้นได้
โดยค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ถูกคิดตามการใช้งาน (Pay-as-you-go) หรือเราใช้งานเท่าไหร่ เราจ่ายแค่เท่าที่เราใช้งานเท่านั้น แตกต่างจากบริการอื่น ๆ อย่างการเช่าเครื่อง ที่จะคิดค่าบริการเป็นค่าเช่าตัวเครื่อง ไม่ว่าเราจะใช้งานเครื่องเท่าไหร่ก็ต้องเสียเท่าเดิม ทำให้ค่าบริการ Cloud นั้นสามารถปรับเปลี่ยนตามการใช้งานได้ยืดหยุ่นกว่ามาก ๆ
ทำไมองค์กรส่วนใหญ่ถึงเปลี่ยนไปใช้ Cloud ?
หลาย ๆ องค์กรมีการลงทุนกับการใช้งานระบบ Cloud มากขึ้นเรื่อย ๆ อาจจะสงสัยว่า ทำไมถึงเป็นแบบนั้น เราขอยก 3 เหตุผลหลัก ๆ ขึ้นมาดังนี้
เหตุผลที่ 1 คือ ความคล่องตัว เนื่องจากปัจจุบันองค์กรสมัยใหม่เจอความท้าทายในเรื่องของความเร็วเป็นอย่างมาก เช่นในช่วงแรก ๆ องค์กรอาจจะต้องให้บริการลูกค้าเพียงไม่กี่ร้อยคน แต่อยู่ดี ๆ บริการของเราอาจจะมีกระแสที่ดีในชั่วข้ามคืน ทำให้จำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นจากหลักร้อยสู่หลักแสนในคืนเดียว หากระบบของเราไม่สามารถให้บริการได้ ก็จะทำให้องค์กรสูญเสียโอกาสในการทำกำไรได้มหาศาลมาก ๆ การที่ Cloud สามารถย่อขยายขนาดของระบบได้แทบจะไร้ขีดจำกัด ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้อย่างง่ายดายภายในค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามการใช้งานเท่านั้น
เหตุผลที่ 2 คือ ความปลอดภัย อาจจะสงสัยว่า การที่เราเอาเครื่อง และข้อมูลของเราไปวางในที่ ๆ เราไม่รู้ มันจะปลอดภัยกว่าจริงหรือ ส่วนใหญ่คำตอบจะจริง เนื่องจากศูนย์ข้อมูล (Data Centre) ที่ผู้ให้บริการ Cloud วางเครื่องเอาไว้นั้น ถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับการจัดเก็บระบบคอมพิวเตอร์ มีระบบรักษาความปลอดภัยทั้งทางกายภาพ (Physical Security) และไซเบอร์ (Cyber Security) ที่ดีกว่า พร้อมกับมีคนดูแล 24/7 ทำให้การที่องค์กรจะสามารถจัดหาระบบความปลอดภัยระดับนี้ทำได้ยาก และมีราคาที่สูงกว่าการใช้บริการ Cloud หลายเท่าตัวเลยทีเดียว
เหตุผลที่ 3 คือ ความคุ้มค่า เนื่องจากองค์กรไม่จำเป็นต้องลงทุนใด ๆ ในเรื่องของอุปกรณ์ ทำให้ค่าใช้จ่ายหลาย ๆ ส่วนหายไป ทำเพียงแค่จ่ายค่าบริการตามการใช้งานจริงเท่านั้น ทำให้ส่วนใหญ่แล้วการใช้งาน Cloud จะมีความคุ้มค่าต่อเม็ดเงินที่จ่ายลงไปมากกว่าการซื้อระบบ และจำเป็นต้องจ้างคนเข้ามาดูแลจัดการให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัยสูงสุด
ปัจจุบันมีผู้ให้บริการ Cloud เจ้าใดบ้าง ?
ณ วันที่เขียนนี้ มีผู้ให้บริการ Cloud ให้เราเลือกมากมายในตลาด ตั้งแต่เจ้าใหญ่ ๆ จนไปถึงเจ้าที่ให้บริการในประเทศนั้น ๆ
หากพูดถึงเจ้าใหญ่บนโลก ณ วันนี้ 3 อันดับแรกคือ Amazon Web Service (AWS), Microsoft Azure และ Google Cloud โดยทั้งสามเจ้านั้นส่วนใหญ่มีบริการที่คล้ายกัน เช่น การสร้างเครื่องจำลอง (Virtual Machine) และ การใช้งานระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ แค่เรียกด้วยคนละชื่อเท่านั้น
ข้อดีของการเลือกผู้ให้บริการ Cloud ขนาดใหญ่นี้คือ การมีศูนย์ข้อมูลจำนวนมากทั่วโลก รวมไปถึงการเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ข้อมูลที่รวดเร็ว ทำให้ธุรกิจของเราสามารถให้บริการในหลาย ๆ ประเทศได้อย่างราบลื่น จนไปถึงการลดความเสี่ยงเนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ เช่น ศูนย์ข้อมูลที่หนึ่งถูกพายุถล่มจนระบบสื่อสารใช้งานไม่ได้ เราสามารถเรียกระบบสำรองจากศูนย์ข้อมูลที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อให้บริการของเราสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอนได้
ข้อเสียคือ บางองค์กรอาจจะติดข้อบังคับในเรื่องของการจัดเก็บข้อมูล และการให้บริการว่าจำเป็นต้องทำงานอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น เช่น องค์กรรัฐ ราชการ ที่อาจจะมีข้อบังคับทำให้ไม่สามารถเก็บข้อมูลบางอย่างนอกประเทศได้ ทำให้ไม่สามารถใช้งานผู้ให้บริการ Cloud ลักษณะนี้ได้ แต่ทิศทางต่าง ๆ ดูไปในทางที่ดีขึ้น เนื่องจากผู้ให้บริการใหญ่ ๆ หลากหลายเจ้ามีการประกาศว่าจะจัดตั้งศูนย์ข้อมูลในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้
แต่หากเราไม่สามารถรอได้แล้ว เรายังมีตัวเลือกของผู้ให้บริการ Cloud ภายในประเทศ (Local Cloud Provider) ตัวอย่างเช่น True IDC, INET Cloud, UIH และผู้ให้บริการอีกหลากหลายเจ้าให้เลือก ขึ้นกับลักษณะของระบบและราคาที่ต้องการ
ข้อดีของผู้ให้บริการ Cloud ลักษณะนี้คือ ศูนย์ข้อมูลอยู่ภายในประเทศไทยซะเป็นส่วนใหญ่ ทำให้การเข้าถึงบริการและข้อมูลต่าง ๆ ทำได้รวดเร็วกว่ามาก ๆ และความคุ้มค่านั้นมักจะทำได้ดีกว่าฝั่งผู้ให้บริการขนาดใหญ่ที่ได้เล่าไป
ข้อเสียคือ เมื่อระบบทั้งหมดอยู่ภายในประเทศไทย หากอนาคตต้องการสเกลขึ้นไปให้บริการกับประเทศอื่น ๆ ด้วย อาจจะให้บริการได้ค่อนข้างช้า หรือจำเป็นต้องย้ายไปใช้ผู้บริการ Cloud ที่มีศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ที่ต้องการให้บริการ
องค์กรแบบใดที่ยังไม่เหมาะกับการใช้ Cloud
แน่นอนว่า สิ่งใดมีข้อดี ย่อมต้องมีข้อเสียเป็นเรื่องธรรมดา มีองค์กรบางประเภทเช่นกันที่ การใช้ Cloud อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี แบ่งออกมาได้ 5 เหตุผลหลัก ๆ
เหตุผลที่ 1 คือ การปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ข้อบังคับต่าง ๆ ที่อาจมีความเข้มข้นในเรื่องของการจัดการความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และมาตรการความปลอดภัยของข้อมูลต่าง ๆ ทำให้ไม่สามารถใช้งาน Cloud ในแบบที่ควบคุมได้ 100%
เหตุผลที่ 2 คือ ความเสี่ยงกับข้อมูลอ่อนไหว บางองค์กรอาจจะมีการเก็บข้อมูลที่มีความอ่อนไหว และเป็นความลับสูงมาก ๆ เช่น องค์กรรัฐ ที่ต้องเก็บข้อมูลแผนความมั่นคงต่าง ๆ อันเป็นข้อมูลที่มีชั้นความลับสูง การที่วางระบบจัดเก็บข้อมูล และระบบสำหรับให้บริการแบบ On-Premises นั้นสามารถทำให้สามารถควบคุมการไหลของข้อมูล นำไปสู่การลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะหลุดได้
เหตุผลที่ 3 คือ ระบบ และ Software เก่า ๆ การย้ายระบบพวกนี้อาจเป็นเรื่องยาก และใช้เงินมากกว่าการยอมตั้งเครื่องแบบ On-Premises ตัวอย่างที่เห็นมากับตัวคือระบบ ERP เจ้าหนึ่งที่พยายามให้ผู้ใช้เวอร์ชั่นเก่า ๆ อัปเกรดไปใช้งานในรูปแบบ Cloud แทน แต่ด้วยราคาในการอัปเกรด และราคาสำหรับย้ายข้อมูลที่สูงมาก ๆ ทำให้บางองค์กรยังคงเลือกที่จะใช้เวอร์ชั่นเก่า และทำงานบน On-Premises เหมือนเดิม
เหตุผลที่ 4 คือ ความคุ้มค่า จากข้อดีสามารถกลับกลายเป็นข้อเสียได้เช่นกัน โดยเฉพาะองค์กรที่มีขนาดใหญ่มาก ๆ ใหญ่ขนาดที่ว่าค่าใช้บริการ Cloud ต่อเดือนอาจจะสามารถซื้อระบบและจ้างคนเข้ามาดูแลได้เลย อย่างเช่น Disney ที่เขามี Render Farm ขนาดใหญ่ไว้ในบริษัท แทนที่จะไปเช่า GPU Server บน Cloud แทน เนื่องจากบริษัทลักษณะนี้เขามีการสั่ง Render งานจำนวนเยอะมาก ๆ และส่วนใหญ่มีขนาดใหญ่มาก หากไปเช่า Cloud เขาอาจจะมีต้นทุนที่สูงกว่านี้ก็เป็นได้
เหตุผลที่ 5 คือ ข้อจำกัดทางด้านการเชื่อมต่อ เพราะบางครั้งองค์กร หรือพื้นที่ ๆ ใช้งานนั้น ไม่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต หรือการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตไม่เสถียร ทำให้การใช้ Cloud อาจจะเป็นตัวเลือกที่ไม่ดีเท่าไหร่
Cloud เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี แต่อาจจะไม่เหมาะกับทุกคน
สุดท้าย ไม่ใช่การที่องค์กรย้ายไปใช้งาน Cloud แล้วจะเป็นเรื่องดีเสมอไป เพราะแต่ละองค์กรมีลักษณะและความต้องการแตกต่างกัน ทำให้ก่อนที่จะตัดสินใจย้าย แนะนำให้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และมีการวางแผนประเมินความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่า การตัดสินใจใช้งาน Cloud จะเป็นการตัดสินใจที่ส่งผลดีมากกว่าผลเสียต่อองค์กรนั่นเอง
