“มีความโศกเศร้าอยู่อย่างหนึ่งที่เกิดจากการรู้มากเกินไป
จากการมองโลกตามความเป็นจริง
มันคือความโศกเศร้าของการเข้าใจว่าชีวิตไม่ใช่การผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่
แต่เป็นช่วงเวลาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่มีความหมาย…”
ความโศกเศร้าของการที่ได้รู้ว่าชีวิตไม่ใช่การผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ ถือเป็นหนึ่งในความจริงที่เข่นฆ่านักล่าฝันเกือบทุกคน เพราะเราต่างวางแผนอยากใช้ชีวิตในแบบที่คิดว่าตัวเองเป็นตัวเอกในหนังสักเรื่อง ก่อนที่ “โลกแห่งความเป็นจริง” จะเริ่มทำให้เรากลายเป็นตัวประกอบไปอย่างช้า ๆ ด้วยบททดสอบที่ยิ่งถาโถมเข้ามาก็ยิ่งบั่นทอนความปรารถนาของเราลงไปเรื่อย ๆ
แม้แต่คำกล่าวข้างต้นที่หลายคนเชื่อว่าเป็นคำคมจากนักเขียนหญิงผู้เลื่องชื่ออย่าง เวอร์จิเนีย วูลฟ์ ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นความลวง เนื่องจากคำคมข้างต้นไม่ปรากฏชัดในงานเขียนใดเลยของวูลฟ์ จะเห็นได้ว่าความจริงมันบั่นทอนความศรัทธา ทว่าทำให้เราสามารถเข้าใจอะไรได้มากขึ้น เพราะการที่ความรัก ความฝัน ความปรารถนา และความศรัทธาจะเสื่อมลงตามกาลเวลา มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาเสียเหลือเกิน
ไม่ต้องน้อยเนื้อต่ำใจ หากรู้สึกว่าฝันของตนเองเล็กลงกว่าแต่ก่อน คุณไม่ได้ขี้แพ้ อ่อนแอ หรือหมดสิ้นซึ่งความพยายาม แต่มันเป็นการ “ถูกปรับ” ให้เข้ากับบริบทของโลกที่เกิดขึ้นจริง แน่นอนว่าไม่ใช่แค่คุณหรือฉันที่พบเจอกับประสบการณ์แบบนี้ ทว่ามันเกิดขึ้นกับคนที่มีความฝันทั่วโลก โดยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Conformity to Reality หรือการปรับตัวให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
ในเชิงสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา Conformity หรือ ความสอดคล้อง เป็นแนวคิดที่ใช้อธิบายพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ที่มีแนวโน้มจะปรับทัศนคติ ความเชื่อ และพฤติกรรมให้สอดคล้องกับคนรอบข้างหรือแรงกดดันทางสังคม ซึ่งมันจะปรับเปลี่ยนแนวคิดหรือพฤติกรรมของเราทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นหนึ่งในผลพวงจากวิวัฒนาการและสัญชาตญาณของสัตว์ที่อาศัยอยู่ร่วมกันแบบฝูง (ปรับตัวเข้าหากลุ่ม)
โดยปกติแล้วความสอดคล้องทางสังคมจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ความสอดคล้องเชิงข้อมูล หรือปรับตัวเข้าหากลุ่มเพื่อรวบรวมข้อมูลในการตัดสินใจ (การทำตามคนหมู่มาก) และความสอดคล้องเชิงบรรทัดฐาน หรือแนวโน้มที่จะประพฤติตนในลักษณะใดลักษณะหนึ่งเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากกลุ่ม พูดง่าย ๆ คือ ความสอดคล้องเป็นกลไกทางสังคมอย่างหนึ่งที่ช่วยให้มนุษย์ผนวกรวมเข้าหากัน และสามารถดำเนินกิจกรรมในรูปแบบกลุ่มได้ดีขึ้น
ทีนี้กลับมาที่ Conformity to Reality ถึงแม้จะไม่ใช่หลักการทางจิตวิทยาโดยตรง ทว่าการปรับตัวให้สอดคล้องกับ “หลักความเป็นจริง” เป็นหนึ่งในทฤษฎีที่มีการพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในการนำมาตอบคำถามที่ว่า “เพราะเหตุใดยิ่งเติบโต ความฝันเรายิ่งเล็กลง” ด้วยปัจจัยเรื่องวัน เวลา ประสบการณ์ บริบททางสังคม ผู้คน ทุกสิ่งที่พบเจอในชีวิตเปรียบเสมือนลิ่มหรือตะไบที่ขัดเกลาตัดแต่งให้ความปรารถนาและความฝันของเราสอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น
ดังนั้น หากฝันเราเล็กลงหรือไฟเริ่มมอดดับ มันไม่ได้เป็นเพราะ ‘เรา’ เสมอไป แต่เป็นเพราะ ‘โลก’ บีบบังคับให้มันเป็นแบบนั้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ หากอยู่ในโลกที่ไม่ได้รุ่มรวยไปด้วยโอกาส มันก็ยากที่เด็กยากจนคนหนึ่งจะกลายเป็นมหาเศรษฐี ถึงแม้เขาจะพยายามทำตามฝันมากสักเท่าไหร่ สุดท้ายแล้วก็ต้องปรับตัวหรือปรับเปลี่ยนความฝันให้เข้าใกล้บริบทของความเป็นจริงมากขึ้น
ดังนั้นไม่เป็นไรหากเราทำตามฝันช้าไปบ้าง ผิดแผนไปบ้าง ท้อใจหรือถดถอยไปบ้าง เพราะความจริงแล้วเราไม่ได้ละทิ้งความฝันและความตั้งใจในตอนเริ่มต้น เพียงแค่โลกใบนี้ไม่ได้ใจดีกับเราตลอดก็เท่านั้น แต่ไม่ว่าความจริงจะนำพาเราไปในทิศทางไหน แปรเปลี่ยนอะไรในตัวเรา เชื่อเสมอว่าหากทำเต็มที่ในทุกวันจะไม่มีฝันใดทำให้เราเสียใจแน่นอน
ที่มา
