ความลับกับมนุษย์

“เรื่องนี้ความลับ อย่าไปบอกใครนะ รู้กันแค่นี้” ทุกครั้งที่มีประโยคเหล่านี้เติมท้ายไปที่เรื่องเล่าสุดแซ่บ ไอ้ความลับที่ว่าก็อาจจะแพร่กระจายสู่สาธารณะอย่างรวดเร็ว ซึ่งเราเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยมีประสบการณ์เหล่านี้ใกล้เคียงกัน นั่นจึงพาเราไปสู่คำถามที่ว่า แล้วทำไมมนุษย์เรามักจะไม่สามารถเก็บความลับเอาไว้ได้นานเท่าไหร่นัก 

ว่ากันว่า มนุษย์เรามีความลับอย่างน้อย 13 เรื่อง และส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกระทำหรือความคิดที่เราไม่อยากให้คนอื่นได้รู้ ทางด้าน ‘ดร.อาซิม ชาห์’ (Dr. Asim Shah) ได้อธิบายในลักษณะใกล้เคียงกันว่า ความลับเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยจะภาคภูมิใจกับมันเท่าไหร่นัก และเราก็ไม่อยากให้ใครได้รับรู้ เพราะมันจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ แต่ถึงกระนั้นมนุษย์เราก็มีแนวโน้มที่จะแชร์ความลับให้กับคนที่พวกเขารู้สึกไว้ใจอยู่ดี และทันทีที่มีคำพูดว่า “อย่าไปบอกใครนะ” ความรู้สึกที่อยากจะแบ่งปันเรื่องราวนี้เหลือเกินมันก็ยิ่งถูกกระตุ้น จนในที่สุดพวกเขาก็จะแบ่งปันเรื่องนี้ไปยังคนที่เขารู้สึกไว้ใจต่อกันไปเป็นทอด ๆ 

ซึ่งเหตุผลที่มนุษย์ชอบแชร์ความลับให้กันฟัง (แล้วมันก็จะไม่ลับอีกต่อไป) มันก็มีเหตุผลในตัวมันอยู่ หลัก ๆ เลยก็เพราะ “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” การได้แบ่งปันเรื่องราวความลับอาจเป็นหนึ่งวิธีที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ นี่ก็อาจจะไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะมนุษย์เราสามารถเชื่อมโยงเข้าด้วยกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยเรื่องราวในชีวิตทุกด้าน และอีกเหตุผลหนึ่งที่มนุษย์ชอบแชร์ความลับก็คือ “ความรู้สึกผิดที่ต้องปิดบัง” ยกตัวอย่างเช่น หากบอความลับให้เพื่อนฟัง แต่ไม่ได้เล่าให้แฟนฟัง เราก็อาจจะรู้สึกผิดที่ไม่ได้บอก หรือรู้สึกกลัวว่าตัวเองอาจไม่ได้รับความไว้วางใจในอนาคต 

แต่ทั้งนี้ แม้ความลับจะดูเป็นเรื่องเซ็กซี่ในบทสนทนานั้น ๆ แต่อีกแง่หนึ่ง ความลับต่าง ๆ ก็มักจะพ่วงมาพร้อมกับภาระที่ต้องแบกรับ (ทั้งผู้เล่าและผู้ฟัง) กล่าวคือ การที่ผู้เล่าได้เล่าความลับให้คนอื่นฟัง นอกจากจะช่วยเชื่อมโยงความสัมพันธ์แล้ว พวกเขายังได้ระบาย ได้รับการสนับสนุนทางอารมณ์ และทำให้รู้สึกดีขึ้นทั้งทางกายและทางใจ แต่ภาระที่พวกเขาต้องแบกรับก็คือ ความเสี่ยงที่ความลับนั้นอาจจะถูกเปิดเผย และอาจนำมาสู่การเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือสร้างความเจ็บปวดในด้านต่าง ๆ ได้

ตัดภาพกลับมาที่มุมของผู้ฟังความลับ จริงอยู่ที่การได้ฟังเรื่องราวลับสุดยอดจากใครสักคนมันเหมือนเป็นรางวัลทางสังคม และมันสร้างความรู้สึกว่า เรามีค่า เราพิเศษ เราใกล้ชิดสนิทสนมกับคนเหล่านั้น สิ่งนี้จะเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เราภักดีกับคนเหล่านั้น แต่ภาระที่จะถูกโยนมายังผู้ฟังก็คือความกังวลหรือความกดดันที่ต้องเก็บกุมความลับเหล่านั้นไม่ให้หลุดรอดออกไปสู่สาธารณะ

นอกจากนี้มีแนวโน้มว่า ผู้คนจะเปิดเผยความลับนั้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับ ‘มาตรวัดทางศีลธรรม’ ของเรา แน่นอนว่ามาตรวัดทางศีลธรรมของแต่ละคนไม่เท่ากัน ยกตัวอย่างเช่น บางคนอาจจะมองว่าการเป็นเมียน้อยไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเพราะได้ประโยชน์ร่วมกัน แต่บางคนที่มองว่าคู่รักควรมีผัวเดียวเมียเดียวก็อาจจะมองว่าการเป็นเมียน้อยมันผิดศีลธรรม เป็นต้น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ความลับที่เรารับรู้มาขัดต่อมาตรวัดทางศีลธรรมของเรา เราก็จะตัดสินพวกเขา และมันก็จะเข้าไปสร้างความรู้สึกโกรธ รังเกียจ และอยากจะลงโทษพวกเขา ด้วยการเปิดเผยความลับเหล่านั้นออกมา

อย่างไรก็ดี ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า ‘ความลับ’ เป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับโครงสร้างทางสังคมทั้งในระดับบุคคลและระดับกลุ่ม ความลับอาจกลายเป็นอำนาจ, ความลับอาจเป็นเครื่องมือในการทำลายใครสักคน, ความลับอาจกลายเป็นพลังในการควบคุม หรือความลับอาจจะกลายเป็นสะพานในการเชื่อมโยงมนุษย์เข้าไว้ด้วยกัน ขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์จะหยิบจับมันไปใช้อย่างไร เล่ามาถึงตรงนี้ เรามีความลับเรื่องหนึ่งอยากเล่าให้คุณได้ฟัง แต่… อย่าไปบอกใครนะ!

อ้างอิง