พฤติกรรมเซ็กส์ของมนุษย์

เชื่อกันว่าการ “คุมกำเนิด” มีมานานพอ ๆ กับการเกิดอารยธรรมมนุษย์ นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่า มีความพยายามในการคุมกำเนิดมานานก่อนคริสตกาล โดยมีบันทึกการใช้อุปกรณ์สวมใส่ขณะร่วมเพศเพื่อจำกัดการตั้งครรภ์และลดการเกิดโรคภัยของผู้หญิงมาตั้งแต่สมัยยุคอียิปต์โบราณ ขณะที่ทางฟากฝั่งเอเชียมีบันทึกการใช้กระดาษไหมเคลือบน้ำมัน กระเพาะหรือลำไส้สัตว์ รวมถึงเปลือกกระดองเต่า มาสวมใส่อวัยวะเพศเพื่อคุมกำเนิด 

ต่อมาในปลายศตวรรษที่ 15 ถุงยางจากผ้าลินินของ กาเบรียล ฟัลโลปิอุส (Gabriele Falloppio) นักกายวิภาคศาสตร์ชาวอิตาลีก็ถูกคิดค้นขึ้น ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคซิฟิสลิส โดยเขาอ้างว่าได้มอบถุงยางที่ทำจากผ้าลินินชุบสารเคมีให้กับผู้ชายกว่าพันคนเพื่อใช้ในการร่วมเพศ ผลลัพธ์คือหลังจากนั้นไม่มีใครติดเชื้อซิฟิลิซเลย แต่จุดเปลี่ยนสำคัญในการคุมกำเนิดที่เชื่อถือได้ที่สุดเกิดขึ้นในช่วงปี 1920 เมื่อมีการพัฒนาถุงยางที่ทำมาจากยางธรรมชาติ (Latex) ซึ่งให้คุณสมบัติที่บาง ยืดหยุ่น และราคาถูก ทำให้การผลิตและใช้ถุงยางอนามัยแพร่หลายและพัฒนามาได้มีประสิทธิภาพจนถึงทุกวันนี้

ที่กล่าวมาจนยืดยาวแค่อยากชวนทุกคนมาตั้งคำถามว่า หากมนุษย์มีความพยายามในการคุมกำเนิดมาเนิ่นนาน แสดงว่าพวกเขาตระหนักรู้ถึง “ความเสี่ยง” ที่จะตามมาหลังการมีเพศสัมพันธ์ใช่หรือไม่ แล้วเพราะเหตุใดมันจึง “ล้มเหลว” มาตลอด ซึ่งในที่นี้เราจะพูดถึงแค่ช่วงศตวรรษที่ 19 ลงมา เนื่องจากอยากตัดสมการด้านประสิทธิภาพของเทคโนโลยีการคุมกำเนิดในสมัยก่อนออกไป แล้วในวันที่พวกเราสามารถเดินไปซื้อถุงยางอนามัยได้ง่าย ๆ ทำไมสังคมปัจจุบันยังเผชิญกับปัญหาท้องไม่พร้อมและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งที่องค์ความรู้เรื่องการคุมกำเนิดจัดเป็น “ความรู้พื้นฐาน” ที่มนุษย์เกือบทุกคนรู้กันดีอยู่แล้ว 

พูดง่าย ๆ แบบไม่ใช้ภาษาทางวิชาการ ทำไมคนเราถึงชอบมีเซ็กส์แบบ “ไม่ป้องกัน” ทั้งที่ความรู้ก็มี อุปกรณ์ก็เข้าถึงง่าย และที่สำคัญทุกคนต่างรู้ว่าความเสี่ยงที่ตามมาหลังการมีเพศสัมพันธ์เป็นอย่างไร คำตอบนั้นแสนจะเรียบง่ายจนน่าโมโห เพราะมนุษย์ดำรงอยู่เพื่อสืบพันธุ์ ดังนั้นธรรมชาติจึงวิวัฒนาการมาให้เรา “สืบพันธุ์จนสำเร็จ” ในที่สุดเพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ของตนเอง โดยการใส่กลไกให้เซ็กส์คือหนึ่งในความต้องการพื้นฐาน นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมคนถึงหมกมุ่นในเรื่องเพศ และเซ็กส์มักถูกทำให้กลายเป็นเรื่องแฟนตาซี 

ในงานวิจัย Reasons for Having Unprotected Sex Among Adolescents and Young Adults Accessing Reproductive Health Services ที่เผยแพร่ในปี 2022 เกี่ยวกับการหาเหตุผลที่ว่า ทำไมวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ถึงมักมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน ระบุว่า วัยรุ่นกว่า 69% ยอมรับว่าพวกเขามีเซ็กส์โดยไม่ป้องกัน เหตุผลลำดับแรกคือ “ความชอบ” ลำดับถัดมาคือประสบการณ์ที่ไม่ดีในการคุมกำเนิด ลำดับสุดท้ายคือกังวลเรื่องผลข้างเคียงในการคุมกำเนิด 

ความรู้สึกชื่นชอบหรือรสนิยมทางเพศนี่แหละที่เป็นผลพวงมาจาก “สัญชาตญาณ” ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เกิดจากแรงขับในการสืบพันธุ์และแรงกระตุ้นทางชีววิทยา ส่งผลต่อพฤติกรรมการร่วมเพศและการแสดงออกทางเพศ สรุปง่าย ๆ คือ การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันเป็นวิธีการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการดำรงเผ่าพันธุ์ ความรู้สึกอยาก “สด” มันจึงถูกแฝงไว้ในยีนส์และใต้จิตสำนึกลึก ๆ ของมนุษย์ 

แต่ถึงอย่างนั้นนี่ก็ไม่ใช่เหตุผลหลักเพียงเหตุผลเดียวที่ทำให้คนมีเซ็กส์แบบไม่ป้องกัน เนื่องจากยังมีปัจจัยด้านการเข้าถึงองค์ความรู้ ความเชื่อทางศาสนา และเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง ในงานวิจัย Unprotected sexual practices and associated factors among adult people living with HIV on antiretroviral therapy in public hospitals of Kembata Tembaro Zone, Southern Ethiopia ที่เผยแพร่ในปี 2021 เกี่ยวกับการสำรวจสาเหตุการแพร่ระบาดของ HIV ในประเทศเอธิโอเปีย พบว่า ผู้ป่วย HIV ส่วนใหญ่มีฐานะยากจนและขาดองค์ความรู้ในเรื่องเพศที่ถูกต้อง 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ธรรมชาติพยายามเกลี้ยกล่อมให้คุณปล่อยตัวปล่อยใจไปกับใครสักคนเพื่อความฟินและผลประโยชน์ในการดำรงเผ่าพันธุ์ แต่อย่าหลงลืมว่าผลข้างเคียงของการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน โดยเฉพาะกับคนแปลกหน้านั้นเป็นอย่างไร คุณอาจเจ็บปวดไปทั้งชีวิตกับการให้กำเนิดบุตรนอกสมรสหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่สร้างผลกระทบยาวนานกว่า “ความเสียว” แบบชั่วครั้งชั่วคราว

ที่มา

AUTHOR

ไม่ชอบคนข้างล่าง