หากเราลื่นล้มหัวเข่าแตกเราก็จะสามารถมองเห็นบาดแผลนั้นได้อย่างง่ายดาย หรือหากเราซุ่มซ่ามเดินตกบันไดจนขาหัก เราก็ยังคงมองเห็นบาดแผลเหล่านั้นได้ด้วยตาเนื้อ และแน่นอนว่าเราก็คงจะหาวิธีรักษาบาดแผลเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม แต่มีอยู่บาดแผลหนึ่งหรืออาจจะมากกว่านั้นที่เราเชื่อเหลือเกินว่าทุกคนน่าจะมีติดตัวกันมาบ้าง นั่นก็คือ ‘บาดแผลทางจิตใจในวัยเด็ก’ (Childhood Trauma) ซึ่งบาดแผลชนิดนี้นอกจากมองไม่เห็นมันแล้ว บางครั้งมันอาจจะกำลังส่งผลกระทบกับตัวเราในปัจจุบันอยู่ในแบบที่เราเองก็อาจจะคาดไม่ถึง
แน่นอนว่าบาดแผลทางจิตในวัยเด็กอาจจะสะท้อนผลกระทบออกมาได้หลายรูปแบบ แต่ในบทความ How Childhood Trauma Damages Self-Worth and How to Heal It ที่เขียนโดย ดร. ชารอน มาร์ติน นักจิตบำบัดชาวอเมริกา ได้อธิบายให้เห็นภาพว่า บาดแผลทางจิตใจในวัยเด็กอาจส่งผลกระทบต่อวิธีที่เรามองตัวเอง รวมถึงวิธีที่เราให้คุณค่ากับตัวเราเอง
‘คุณค่าในตัวเอง’ (Self-Worth) คือ ความเชื่อที่คนเรามองว่าตัวเองมีคุณค่ามากพอที่สมควรจะได้รับความรักและได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนในสังคม คนที่มองเห็นคุณค่าในตัวเองสูงจะไม่มีความจำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเอง ไม่ได้แสวงหาความรัก หรือมองหาการยอมรับจากผู้อื่นอะไรมากมาย แม้บางครั้งคนอื่นจะเห็นต่างหรือไม่พอใจในตัวพวกเขา พวกเขาก็ไม่ได้เก็บมาเป็นสาระสำคัญอะไรในชีวิต นั่นเป็นเพราะเขารู้สึกมั่นใจในตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองก็มีดีและมีคุณค่า พวกเขาสามารถยอมรับตัวเองได้โดยไม่ได้มองหาความสมบูรณ์แบบ และไม่ได้ก่นด่าหรือวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองมากจนเกินไป
แต่ทั้งนี้ การมองเห็นคุณค่าในตัวเองจะแตกต่างจากความหยิ่งยโส หรือมุมมองที่คิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น ๆ ในสังคม ซึ่งการมองเห็นคุณค่าในตัวเองสามารถแสดงออกมาได้หลากหลายรูปแบบ อาทิ กล้าที่จะพูดถึงสิ่งที่ตนเองต้องการอย่างตรงไปตรงมา, ยอมรับและรู้คุณค่าของตัวเองแม้จะมีข้อบกพร่อง, รับคำชม รับความรัก รับคำยกย่องจากผู้อื่นได้ด้วยความเต็มใจ, ใจดีกับตัวเองเมื่อทำอะไรผิดพลาด, กำหนดเส้นขอบเขตอย่างชัดเจนและเว้นระยะห่างกับคนที่ทำให้ตัวเองรู้สึกแย่, ใช้ชีวิตในแบบที่อยากใช้แม้จะมีใครไม่เห็นด้วย, รู้สึกมั่นใจในตัวเอง และให้เวลาตัวเองได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เพราะรู้ดีว่าไม่จำเป็นต้องพิสูจน์คุณค่าตัวเองให้ใครมารับรอง เป็นต้น
ทีนี้พอวกกลับมาที่บาดแผลทางจิตใจในวัยเด็ก แน่นอนว่ามันต้องเชื่อมโยงไปถึงการเลี้ยงดูและการปฏิบัติของพ่อแม่ที่มีต่อตัวเราอย่างไม่สามารถปฏิเสธได้ หากคุณเติบโตมาจากพ่อแม่ที่เอาใจใส่และมอบความอบอุ่นให้อย่างเต็มที่ คุณก็จะเกิดการเรียนรู้ว่าตัวเองก็มีความสำคัญ แต่หากพ่อแม่ปล่อยปละละเลย, ไม่ใส่ใจ หรือเข้มงวดมากจนเกินไป คุณก็อาจจะเรียนรู้และจดจำว่าไม่สามารถไว้ใจใครได้, ความต้องการหรือเสียงของคุณไม่มีความหมาย หรือตัวของคุณเองไม่สมควรได้รับความรักหรือการดูแลที่เหมาะสม
‘เด็กที่บริสุทธิ์’ ยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้อย่างสมเหตุสมผลว่าการถูกทำร้ายหรือการถูกละเลยไม่ใช่ความผิดของพวกเขา และเด็กที่เคยผ่านประสบการณ์เลวร้ายมักจะเติบโตมาพร้อมกับความเชื่อที่ว่าเขาดีไม่พอ, ยากจน, โง่, น่ารังเกียจ หรือเป็นคนที่มีข้อบกพร่องอะไรสักอย่าง นอกจากนี้ การถูกทำร้ายด้วยการด่าทอในวัยเด็กก็สามารถทำลายคุณค่าตัวเองได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณถูกด่าว่าเป็นคนโง่หรือเป็นคนที่ไม่ฉลาด เป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะมองว่ามันเป็นการด่าทอ แต่คุณจะมองว่ามันเป็นข้อเท็จจริง และคำพูดที่ไม่ค่อยดีเหล่านั้นมักจะเป็นคำที่คุณอาจจะเอามาวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองอย่างหนักในภายหลังได้
ทีนี้เมื่อคุณเติบโตขึ้นมาพร้อมกับบาดแผลทางจิตใจ “คุณค่าในตัวคุณจะขึ้นอยู่กับคนอื่น” และมันอาจจะทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับความรัก, ไม่ควรถูกปฏิบัติด้วยความเคารพ และไม่มีคุณค่าใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้หากมองย้อนไปไกลกว่านั้นอีกนิด การที่พ่อแม่ของเราหรือผู้ที่ดูแลเราในวัยเด็กรู้สึกไม่ดีกับตัวเองเช่นกัน เขาก็จะไม่มีทางสอนให้คุณรู้สึกดีกับตัวเองได้ แต่พวกเขาจะทำให้คุณรู้สึกละอายกับตัวตนของคุณและสิ่งต่าง ๆ ที่คุณทำ หรือในบางครั้งเขาอาจจะพยายามส่งเสริมให้คุณเป็นคนที่สมบูรณ์แบบแบบสุด ๆ และเลือกที่จะลงโทษเพื่อควบคุมแทน จะเห็นได้ว่า ‘บาดแผลทางจิตใจ’ เป็นเรื่องที่ซ้อนทับกันหลายชั้น และส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเพราะมันมีเรื่องของกลไกในสมองเข้ามาเกี่ยวข้อง
เล่ามาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะเกิดคำถามที่ว่า ถ้าปัญหามันเกิดขึ้นมาแล้ว บาดแผลทางจิตใจในวัยเด็กถูกสร้างขึ้นมาแล้ว และมันส่งผลกระทบกับพวกเขาในปัจจุบัน แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี คำตอบของเรื่องนี้ ทางมาร์ตินก็ได้แนะแนวทางเอาไว้ว่า เราก็ต้องหาวิธีในการพยายามมองเห็นคุณค่าของตัวเอง ตัวอย่างเช่น ฝึกยอมรับในตัวเองแม้มันจะไม่สมบูรณ์แบบ, ตระหนักไว้ว่าคุณไม่ได้ต้องพิสูจน์เพื่อให้ใครยอมรับว่าคุณมีคุณค่า คุณสามารถยอมรับมันได้ด้วยตนเองเลย และมนุษย์ทุกคนสมควรได้รับความเคารพและการปฏิบัติต่อกันที่ดีรวมถึงตัวคุณเองด้วย, ดูแลตัวเองในทุก ๆ ด้าน ออกกำลังกาย กินอาหารดี ๆ ไม่ใช้เวลากับมือถือมากจนเกินไป นั่นเป็นเพราะตัวคุณเองสมควรมีสุขภาพที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และคู่ควรกับความสุข
นอกจากนี้ยังมีแนวทางอื่น ๆ อย่าง การแสดงความกล้าที่จะพูดสิ่งที่คุณต้องการ อย่าคิดว่าความต้องการหรือเสียงของคุณไร้ความหมาย พยายามฟังความต้องการของตัวเองให้มาก ๆ และสื่อสารออกไป หรือในบางครั้งหากต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นก็จงทำมัน แม้มันอาจจะไม่ได้เป็นเรื่องง่ายในคราวแรก ๆ, กำหนดขอบเขตอย่างชัดเจนอะไรที่คุณยอมรับได้ อะไรที่คุณยอมรับไม่ได้ หากมีใครปฏิบัติกับคุณแล้วรู้สึกไม่โอเคก็อย่าลืมที่จะปกป้องตัวเอง, พูดสิ่งดี ๆ กับตัวเองให้เยอะ ๆ ไม่วิพากษ์วิจารณ์หรือก่นด่าตัวเองมากจนเกินไป และท้ายที่สุดยอมรับคำชื่นชมและคำชมเชยที่มีคนมอบให้คุณด้วยความเต็มใจ แต่อย่าใช้มันเพื่อเป็นการกำหนดคุณค่าของตัวเอง
ทั้งนี้ การที่เรารู้สึกแย่กับตัวเอง การที่เราโหยหาความรัก การที่เราโหยหาการยอมรับ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการที่เราถูกปฏิบัติหรือถูกเลี้ยงดูมาในแบบที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก การจะรีบมองเห็นคุณค่าของตัวเองอย่างรวดเร็วอาจจะทำได้ไม่ง่าย แต่อย่างน้อยการได้รู้ว่าต้นตอและสาเหตุของปัญหามาจากอะไร อาจจะทำให้เราค่อย ๆ ยอมรับและเยียวยาตัวเองได้ ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า บาดแผลทางจิตใจในวัยเด็กอาจจะทำร้ายใครสักคนจนรู้สึกว่าเจ็บเหลือเกิน รู้สึกตัวเองไร้ค่าเหลือเกิน รู้สึกโกรธผู้ดูแลที่เลี้ยงดูเรามาแบบนี้ แต่ก็ได้ดังที่บอกไปแล้วเช่นกันว่า เรื่องนี้มันทับซ้อนกันอยู่หลายชั้น การอยู่กับปัจจุบัน ปล่อยวางอดีต ให้อภัยกับสิ่งที่ผ่านมา แล้วใช้ชีวิตต่อไปด้วยการมองเห็นคุณค่าของตัวเองทุกวัน จนในที่สุดก็ไม่ได้ต้องการตราประทับจากใครอีกต่อไปว่าเรามีคุณค่า ก็อาจจะเป็นแนวทางที่สามารถช่วยให้เราใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีคุณภาพ และมีสติอยู่กับปัจจุบันได้
อ้างอิง
- https://www.psychologytoday.com/us/blog/conquering-codependency/202504/how-childhood-trauma-damages-self-worth-and-how-to-heal-it
- https://www.verywellmind.com/what-are-the-effects-of-childhood-trauma-4147640
