ทาสแมว เลี้ยงแมวเหมือนลูก

‘แมว’ ดูเหมือนจะเป็นสัตว์ที่มีพลังวิเศษอยู่ในตัว เพราะไม่ว่ามันจะหน้าตาเป็นแบบไหน รูปร่างเป็นอย่างไร สี หรือสายพันธ์ุอะไร มันก็สามารถทำให้มนุษย์แบบเรา ๆ ตกหลุมรักจนใจเหลว และเดินเข้าไปลูบหัวเกาคางได้อย่างไม่ทันตั้งตัว ซึ่งไอ้ความน่ารักจนเกินต้านของเหล่าน้อง ๆ ขนฟูสี่ขานี่แหละ ที่ทำให้ในปัจจุบันเราจะเห็นเทรนด์การเลี้ยงแมวจนเหมือนลูกแทนการมีลูกจริง ๆ แล้วทุกคนเคยสงสัยไหมว่า แม้แมวจะดูเป็นสัตว์ที่รักอิสระ ดูแลตัวเองได้ มีความเป็นนักล่า แต่ทำไมเราถึงรู้สึกอยากปกป้องดูแล และบ่อยครั้งก็ยังมองว่าเขายังคงเป็นลูกน้อยในอ้อมอกเราอยู่เสมอ

โดยในบทความเรื่อง 8 Reasons Your Cat Will Always Be Your Baby ที่เขียนโดย ดร.คาเรน วู (Karen Wu Ph.D.) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้พาเราไปไขข้อข้องใจดังกล่าว โดยมีเหตุผลกว่า 8 เหตุผลมารองรับ ซึ่งเหตุผลแรกสุดเลยก็คือ ‘แมวมีลักษณะเหมือนเด็กเล็กหรือเด็กทารก’ อธิบายก็คือ แมวบ้านมักมักมีโครงสร้างหน้าตาคล้ายกับโครงสร้างใบหน้าเด็กหรือที่เรียกว่า ‘Baby Schema’ โดยลักษณะของมันก็คือ ศีรษะใหญ่, หน้ากลม, หน้าผากโค้ง และปากเล็ก ว่ากันว่า มนุษย์จะมองว่าลูกสุนัขหรือลูกแมวน่ารักเท่ากันกับเด็กทารก และความรู้สึกชื่นชอบลักษณะแบบนี้ได้พัฒนาในตัวมนุษย์มาตั้งแต่ยังเด็ก

เหตุผลที่สองก็คือ ‘แมวมีเสียงร้องคล้ายเสียงของเด็กน้อย’ เสียง “เหมียว เหมียว” ของแมว ถือว่าเป็นลักษณะเหมือนเด็กเล็กอีกหนึ่งอย่างที่แมวใช้เพื่อดึงดูดความสนใจจากมนุษย์ กล่าวคือ ลูกแมวจะร้องออกมาเพราะต้องการความสนใจหรือต้องการความช่วยเหลือจากแม่แมว ส่วนแมวที่โตแล้วไม่ได้ร้องเพื่อสื่อสารกับแม่ของพวกเขา แต่เป็นการร้องเพื่อสื่อสารกับมนุษย์

ส่วนแมวป่าก็จะไม่ค่อยร้องเหมียวเหมียวใส่มนุษย์ นั่นแสดงให้เห็นว่า การร้องของแมวบ้านได้รับอิทธิพลสูงมากจากการเข้าสังคมกับมนุษย์ นอกจากนี้การร้องของแมวป่ากับแมวบ้านจะต่างกันค่อนข้างมาก เสียงของแมวบ้านจะสั้นกว่า สูงกว่า และน่ากลัวน้อยกว่า ทำให้ดูเหมือนเสียงร้องของเด็กเล็ก น่ารัก น่าดึงดูด นอกจากนี้ยังมีนักวิจัยได้เสนอว่าเสียงของแมวคล้ายกับเสียงร้องไห้ของทารก และความชื่นชอบในเสียงแมวของมนุษย์ก็อาจจะมาจากปัจจัยนี้ด้วย 

เหตุผลที่สามก็คือ ‘แมวตอบสนองต่อเสียงที่เราใช้พูดกับเด็กเล็ก’ (หรือเสียงสองนั่นเอง) อธิบายง่าย ๆ ก็คือ เวลาเราคุยกับเพื่อนเราก็จะใช้เสียงโทนปกติ แต่เวลาเราคุยกับสัตว์เลี้ยงเราก็จะใช้เสียงเล็กเสียงน้อย ซึ่งอาจจะเป็นเสียงที่เราใช้พูดกับเด็กทารกด้วยเช่นกัน โดยพฤติกรรมนี้ถูกเรียกว่า ‘การพูดกับสัตว์เลี้ยง’ หรือ ‘Pet-Directed Speech’ การพูดในลักษณะนี้สามารถดึงดูดความสนใจของสุนัขและม้าได้ และเชื่อกันว่ามันก็สามารถดึงดูดความสนใจของแมวได้เช่นกัน นั่นอาจเป็นเพราะแมวมีความสามารถในการรับรู้สัญญาณต่าง ๆ จากมนุษย์

เหตุผลที่สี่ก็คือ ‘แมวชอบนวดบนตัวมนุษย์’ หลายคนน่าจะเคยเห็นพฤติกรรมการนวดของแมว ลักษณะก็คือ แมวจะใช้อุ้งเท้าของเขากดสลับซ้ายขวาไปมา ซึ่งอาจจะนวดบนตัวเราก็ได้ หรือนวดบนพื้นผิวนุ่ม ๆ เช่น ผ่าห่ม หรือเสื้อกันหนาว พฤติกรรมเหล่านี้คือพฤติกรรมที่ลูกแมวใช้กดเพื่อกระตุ้นการไหลของน้ำนมจากแม่แมว และการที่แมวโตมานวดบนตัวเรา นั่นอาจเป็นวิธีการแสดงความรักหรือแสดงให้เห็นถึงสายใยแห่งความผูกพัน ที่คล้ายกับความผูกพันระหว่างแม่แมวกับลูกแมวในช่วงวัยเด็ก

เหตุผลที่ห้าก็คือ ‘แมวกระตุ้นปฏิกิริยาตอบสนองต่อลักษณะของเด็กเล็ก’ (Baby Schema) กล่าวคือ เหตุผลทางวิวัฒนาการทำให้มนุษย์รู้สึกดึงดูดต่อลักษณะรูปร่างและเสียงร้องที่ดูน่ารักเหมือนเด็กทารกของแมว ความน่ารักนี้ไปกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกที่เรียกว่า ‘Baby Schema Response’ ลักษณะก็คือ อยากให้ความสนใจมากขึ้น, อยากดูแลอย่างเต็มที่, รู้สึกดี และรู้สึกอยากปกป้องพวกเขา นั่นจึงไม่แปลกที่เราจะรู้สึกตกหลุมรักและอยากปกป้องแมวของเราดั่งลูกในครรภ์ 

เหตุผลที่หกก็คือ ‘แมวและเจ้าของจะมีความผูกพันกันอย่างใกล้ชิด’ กล่าวคือ พฤติกรรมการปกป้องดูแลที่อาจจะมาจาก Baby Schema อย่างที่เล่าไป อาจทำให้เกิดความสนิทสนมและความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างแมวกับเจ้าของ โดยเจ้าของกับสัตว์เลี้ยงมักจะสร้างความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างแข็งแรง คล้ายกับความสัมพันธ์ของพ่อแม่ลูก โดยในงานวิจัยส่วนใหญ่ที่เล่าเรื่องความผูกพันระหว่างมนุษย์กับสัตว์ ส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่สุนัขเป็นหลัก 

แต่งานวิจัยล่าสุดได้ชี้ให้เห็นว่า แม้แมวจะเป็นสัตว์ที่รักอิสระ แต่ก็มีความผูกพันกับเจ้าของ และมักจะให้เจ้าของเป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยสำหรับพวกเขา ขณะเดียวกัน มนุษย์ก็มีความผูกพันกับแมวที่พวกเขาเลี้ยงอย่างมาก โดยคะแนนความผูกพันสูงถึง 9.3 จาก 10 ซึ่งถือว่าเป็นคะแนนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว นอกจากนี้ หากเจ้าของเป็นคนที่ชอบ Baby Schema มาก ๆ ก็มีแนวโน้มว่าจะผูกพันกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้นไปอีก 

เหตุผลที่เจ็ดคือ ‘มนุษย์มักใส่ความเป็นมนุษย์ลงไปในตัวแมว’ (Anthropomorphize) มีเจ้าของแมวจำนวนไม่น้อยที่จัดงานวันเกิดให้กับแมว ใส่เสื้อผ้า แว่นตา ผ้าคาดผมให้กับแมว พาแมวไปเที่ยว และมักจะคาดเดาความคิดความรู้สึกและอารมณ์ของแมวแบบมนุษย์ เช่น แมวกำลังงอน แมวกำลังเขิน แมวกำลังรู้สึกผิด เป็นต้น การมอบลักษณะคล้ายกับมนุษย์ให้กับแมวอาจมีที่มาจากความต้องการที่อยากสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม และมีแนวโน้มว่าคนที่รู้สึกโดดเดี่ยวมักจะทำเช่นนี้ ทีนี้พอเรามองว่าแมวหรือสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นคนจริง ๆ มันก็ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแมวกับเราแน่นแฟ้นและผูกพันกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่วนตัวเราเองมองว่า เรื่องนี้จะคล้ายกับการที่มนุษย์มอบความเป็นมนุษย์บางอย่างให้ AI เช่น ให้ตอบสนองเหมือนมนุษย์ ให้วาดรูปตัวเองออกมาเป็นมนุษย์ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่มีบางคนตกหลุมรักและสร้างความสัมพันธ์ไปกับ AI นั่นเอง

เหตุผลที่สุดท้ายก็คือ เจ้าของแมวอาจประสบกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ผลกระทบแรกเริ่ม’ (Primacy Effect) ซึ่งลักษณะของมันก็คือ คนมีแนวโน้มจะให้ความสำคัญกับข้อมูลช่วงแรกมากกว่าข้อมูลในช่วงหลัง ๆ ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่ของเรามักจะจดจำภาพของเราตอนที่ยังเป็นเด็กและเรามักจะต้องการความช่วยเหลืออยู่เสมอ ในทำนองเดียวกันเวลาเราเลี้ยงแมวมาตั้งแต่เล็ก ๆ เราก็มักจะมองว่าเขาเป็นลูกแมวที่ยังคงต้องการได้รับการใส่ใจดูแลอยู่ตลอด นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไม แม้ว่าแมวจะเติบโตขึ้นมาบ้างแล้ว แมวก็ยังคงเป็นเด็กทารกในสายตาของเราเสมอ 

ทั้งนี้ นี่เป็นบางเหตุผลทางจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ที่อธิบายให้เห็นภาพว่า ทำไมมนุษย์ถึงตกหลุมรักและอยากดูแลแมวหรือสัตว์เลี้ยงของพวกเขาเหมือนลูกแท้ ๆ นั่นจึงไม่แปลกที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับแมวจะค่อนข้างแข็งแรง และสามารถส่งผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อสภาพจิตใจของมนุษย์ได้ เราเห็นคนจำนวนมากโศกเศร้าเสียใจไปกับการสูญเสียน้องแมวตัวโปรด และนั่นอาจเป็นเพราะสำหรับใครบางคน เขาไม่ได้เป็นแค่สัตว์เลี้ยง แต่เขาเปรียบเสมือนลูกที่คอยเยียวยาหัวใจ คอยปลอบประโลมใจ ในวันที่โลกภายนอกไม่สดใส หรือคอยมาอยู่ข้าง ๆ ในวันที่มนุษย์รู้สึกอ่อนแอนั่นเอง

อ้างอิง