เสียงกรี๊ดกร๊าดของผู้คน เสียงโห่ร้องของแฟน ๆ เบื้องล่างเวทีคอนเสิร์ต “เอาอีก เอาอีก เอาอีก” ดังขึ้นท่ามกลางความมืด หลังจากที่ก่อนหน้านั้นไม่ถึงนาที ศิลปินที่พวกเขารักเพิ่งจะเล่นเพลงในตัวโน้ตสุดท้ายจบไป และดูเหมือนว่าเสียงเรียกร้องจากผู้คนจะเป็นผล เพราะศิลปินเดินกลับมาร้องเพลงต่ออีกครั้งด้วยเซตเพลงอีกจำนวนหนึ่ง ร้องจบก็ลงเวทีไปอีกครั้ง
ทำไมไม่ร้องเพลงต่อกันไปเลยล่ะ จะทำเหมือนว่าคอนเสิร์ตจบแล้วแต่ยังไม่จบไปเพราะอะไรกัน วันนี้ SUM UP จะมาไขคำตอบของวัฒนธรรม ‘Encore (อันคอร์)’ ในคอนเสิร์ตทั่วโลกว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร

หากค้นตามศัพท์เดิมแล้ว ‘Encore (อ็องกอร์)’ คือคำภาษาฝรั่งเศส หมายถึง ‘อีกครั้ง’ และถูกเอามาใช้กับวัฒนธรรมการร้องเพลงเดิมที่เคยร้องไปแล้วในเวทีคอนเสิร์ตซ้ำอีกครั้ง เพราะในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 การจะฟังเพลงใหม่ ๆ ของผู้คนที่ร่ำรวยหน่อย พวกเขาจะหาฟังได้ตามคอนเสิร์ตเท่านั้น และการจะฟังเพลงนั้นได้อีกรอบก็ต้องเป็นวิธีสุด Manual นั่นคือการขอให้ศิลปินร้องเพลงนั้นซ้ำอีกครั้งหลังจากการแสดงทั้งหมดจบลงนั่นเอง อย่างเช่นในงานคอนเสิร์ตของโมสาร์ท ช่วงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1786 มีหลายเพลงที่ถูกขอให้ร้องซ้ำ จนทำให้ความยาวคอนเสิร์ตยาวเกินที่กำหนดไปถึง 2 เท่าด้วยกัน
หลายครั้งเมื่อผู้ชมเริ่มได้ใจ การแสดงหลาย ๆ รูปแบบในยุคสมัยนั้นก็ต่างถูกขอให้มีการแสดงสดบางอย่างซ้ำอีกครั้งกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการแสดงร้องประสานเสียง ละครบรอดเวย์ หรือการแสดงดนตรีร็อกแอนด์โรลที่เริ่มกลายเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ชมทั่วไปมากขึ้น แต่สำหรับบางงานก็เริ่มมีการชั่งใจแล้วว่าจะให้มีการแสดงสดตามคำขอซ้ำหรือไม่ เพราะบางงานผู้ที่ตัดสินใจให้เล่นหรือไม่ให้เล่นก็เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสูงสุดของงานไปโดยปริยาย จนบางงานถึงกับมีการติดประกาศว่าห้ามเล่นอ็องกอร์
รวมถึงศิลปินหลายคนในยุคนั้นที่ถูกอิทธิพลอ็องกอร์เข้าครอบงำผู้ชม พวกเขาก็เลือกที่จะไม่เล่นการแสดงสดซ้ำอีกครั้งด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น Elvis Presley ผู้ไม่ยอมเล่นอ็องกอร์ตามคำขอผู้จัดการวง และทุกครั้งที่เขาเล่นครบรายชื่อเพลงที่เตรียมมา แฟน ๆ ก็จะเรียกร้องให้เล่นอยู่เสมอ จนต้องมีการสร้างข้อความตอบกลับผ่านลำโพงภายในงานอันโด่งดังว่า “เอลวิสออกจากอาคารไปแล้ว” เพื่อบอกกลาย ๆ ว่าเขาจะไม่มีทางเล่นมันอีกครั้งแน่นอน หรือ The Beatles ที่ก็ไม่เล่นอ็องกอร์เช่นกัน เพื่อใช้เวลาช่วงนั้นออกจากพื้นที่จัดงานก่อนที่แฟน ๆ จะแห่ตามพวกเขาได้ทันหลังคอนเสิร์ตจบ
ส่วนทางด้านศิลปินหลายคนที่เห็นดีเห็นงามกับการแสดงซ้ำเหล่านี้ก็มีเหตุผลหลายประการด้วยกันในการทำสิ่งที่เรียกว่าอ็องกอร์นี้ในการแสดงแต่ละครั้ง เริ่มจากการที่ศิลปินแต่ละวงแข่งกันสร้างแผนของการแสดงอ็องกอร์ที่เจ๋งกว่าวงอื่น ๆ ในแนวเพลงเดียวกัน เพื่อแข่งกันสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมมากกว่า จนบางครั้งการแสดงสดซ้ำอีกรอบก็อาจจะยาวนานกว่าการแสดงสดรอบแรกไปเลยก็มีเหมือนกัน บางวงเลือกใช้พื้นที่อ็องกอร์ในการเล่นเฉพาะเพลงฮิตเท่านั้น ซึ่งอาจจะขัดกับความตั้งใจเดิมในการวางแผนกราฟในคอนเสิร์ต ที่การสร้างเพลย์ลิสต์และเรียบเรียงเนื้อหาในช่วงต้นนั้นอาจจะสร้างความประทับใจมากกว่าการยัดเพลงฮิตไว้แค่ในช่วงสุดท้ายก็ได้ หรือบางวงก็เลือกเก็บเพลงที่ไม่ค่อยได้เล่นมาร้องในช่วงสุดท้ายไปเลย
สุดท้ายแล้วเรามองว่าคนที่ได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ไปเลยคือเหล่าแฟนคลับที่ไปดูโชว์ของศิลปินนั้น ๆ ที่จะทำให้พวกเขาได้ซึมซับไปกับความรู้สึกดี ๆ ตลอดการแสดงสด และแน่นอนว่าหลังจากการแสดงจบลง เราก็ต้องอดไม่ได้ที่ไม่อยากให้มันจบ เมื่อนั้นเราก็จะรู้สึกเติมเต็มในทันทีเมื่อศิลปินกลับมาวาดลวดลายบนเวทีอีกครั้ง แม้จะเป็นการแสดงต่อในช่วงสั้น ๆ แต่มันก็ทำให้ผู้ชมรู้สึกคุ้มค่าได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
ไม่แน่ว่าคุณก็อาจจะเป็นคนหนึ่งที่เคยตะโกนในคอนเสิร์ตว่า “เอาอีก เอาอีก เอาอีก” ด้วยเหมือนกันนะ
ที่มา
- https://www.mentalfloss.com/article/51173/why-do-bands-still-perform-encores
- https://loudwire.com/where-did-concert-encore-come-from-origin/
- https://ennuimagazine.com/the-truth-about-why-bands-still-do-encores/
