เพลงเศร้า เศร้าทิพย์

การฟังเพลงถือเป็นสุนทรียภาพของชีวิตภายใต้ความเร่งรีบและเคร่งเครียด ในแต่ละวันเสียงเพลงก็ไม่ต่างจากเพื่อนที่อยู่เคียงข้างเรา โดยเฉพาะเมื่อแอปพลิเคชันสำหรับการฟังเพลง เช่น Spotify หรือ Youtube แทบจะเป็นแอปที่มีติดมือถือของทุกคน จนทำให้เสียงเพลงสามารถเข้าถึงพวกเราในทุกช่วงเวลา 

เพราะฉะนั้นแล้วในวันนี้ เราอยากให้ทุกคนลองเปิดแอปสตรีมเพลงตัวเอง แล้วเปิดประวัติเพลย์ลิสต์ที่ชอบฟังดูก็พบความจริงที่น่าประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง คือ เซตเพลงที่ชอบฟังมักจะมีแต่เพลงเศร้า เพลงอกหักเต็มไปหมด ทั้งที่ชีวิตของเราก็มีความสุขดี แล้วเราจะไปอยากเสพเรื่องราวโศกนาฏกรรม หรือการพลัดพรากไปทำไม?

นอกจากเพลย์ลิสต์ที่เต็มไปด้วยเพลงเศร้าแล้ว แม้แต่การจัดอันดับเพลงฮิตรายวันเอง เพลงที่มีความนิยมสูง ๆ ก็มักจะเป็นเพลงที่พูดถึงความรักในอดีต, การจากลา และความรักที่ผิดหวัง โดยจากสถิติของ Spotify ระบุว่า “sad” เป็นคำค้นหายอดนิยมอันดับต้น ๆ ในกลุ่มวัยรุ่น หรือแม้แต่เพลงฮิตตลอดกาลก็มักจะเป็นเพลงเศร้าอย่าง I Will Always Love You ของ Whitney Houston หรือ my heart will go on ของ Celine Dion 

ดังนั้น ในวันนี้เราจะพาไปสำรวจและหาเหตุผลว่า ทำไมเราจึงชอบฟังเพลงเศร้า ทั้งที่เราควรเจ็บปวดกับเพลงพวกนี้

นักจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์ที่ผู้คนรู้สึกเพลิดเพลินไปกับการฟังเพลงเศร้าหรือดูหนังดราม่าแล้วทำให้เศร้า ทั้งที่ไม่ได้ตกอยู่ในภาวะเศร้าจริง ๆ ว่า ‘ความย้อนแย้งในความเศร้า’ (Sadness Paradox) หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า ‘เศร้าทิพย์’ โดยนักจิตวิทยาและนักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาและทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่แสนย้อนแย้งนี้ผ่านการทดลองหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น การทดลองของมหาวิทยาลัยแมนฮัตตันเมื่อปี 2024 ที่เป็นการลบเนื้อเพลงในท่อนที่เศร้าของเพลงหนึ่งออก เพื่อดูปฏิกิริยาของผู้เข้าร่วมการทดลอง, การบีบคั้นทางอารมณ์ระหว่างฟังเพลงกับสุนทรียภาพ ไปจนถึงการสแกนสมองด้วยเครื่อง MRI เพื่อดูการทำงานของสมองขณะฟังเพลงเศร้า โดยผลจากการทดลองพบว่า การบีบคั้นทางอารมณ์และเนื้อหาส่วนเศร้าของเพลงมีอิทธิพลต่อสุนทรียภาพในการฟัง ทั้งยังทำให้เกิดการตอบสนองทางอารมณ์เชิงบวก เช่น การจัดการอารมณ์ที่ดีขึ้น และการได้รับความรู้สึกปลอบประโลม

ผลการศึกษาของทีมวิจัยที่ทำการสแกนสมองของผู้คนขณะกำลังฟังเพลง หรือดูภาพยนตร์โศกนาฏกรรม พบการทำงานของฮอร์โมน 2 ตัวที่สำคัญ คือ โปรแลคติน (Prolactin) หรือฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการร้องไห้และการปลอบประโลม กับ โดพามีน (Dopamine) หรือฮอร์โมนแห่งความสุขเพื่อชดเชยความรู้สึกเศร้าที่รับรู้มา โดยจากการสแกนสมองด้วยเครื่อง MRI นักวิจัยพบว่า สมองของเรามีการตอบสนองต่อเพลงเศร้าด้วยอารมณ์เศร้า ทำให้มีการหลั่งโปรแลคตินออกมาเพื่อตอบสนองต่อความเศร้านั้น 

แต่ทว่าความเศร้าที่เกิดขึ้นดันเป็นความเศร้าทิพย์ ทำให้ฮอร์โมนไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับอะไร เหลือทิ้งไว้เพียงความสงบ ผ่อนคลายใจ และในขณะเดียวกันร่างกายเองก็หลั่งโดพามีนซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุข ซึ่งได้เป็นการเริ่มต้น ‘วงจรการแสวงหารางวัล’ หรือ Dopamin’s loop ที่ได้เคยกล่าวไปเแล้วในบทความก่อนหน้าในหัวข้อ ‘ทำไมเราจึงชอบไถฟีด’ โดยหากจะสรุปพอสังเขปก็ได้ประมาณว่า เป็นกระบวนการทางประสาทวิทยาที่สร้างแรงขับดัน และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการทำซ้ำของพฤติกรรมบางอย่างทั้งทีมีความเสี่ยงหรือไม่มีความเสี่ยง เพื่อให้ได้มาซึ่งโดพามีนที่เปรียบเสมือนรางวัลที่สมองต้องการ

อีกทั้งจากงานวิจัยยังพบปัจจัยอื่นนอกเหนือจากปัจจัยด้านฮอร์โมนที่เกื้อหนุนให้เรามีความสุข แม้จะกำลังฟังเพลงหรือเรื่องราวที่แสนเศร้าก็ตาม โดยสามารถเแบ่งปัจจัยออกได้เป็น 5 หัวข้อดังนี้

  1. ความทรงจำที่หวนคืนมา : การได้ฟังเพลง เรื่องราวที่น่าเศร้า หรือโศกนาฏกรรมทำให้เราหวนคิดถึงเรื่องราว และผูกโยงเรื่องราวในอดีตที่เคยเผชิญมา ความทรงจำพวกนั้นจึงค่อย ๆ ไหลรินออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ ทำให้จิตใจของเราพองฟู การฟังเพลงหรือรับรู้เรื่องราวที่น่าเศร้าจึงเสมือนกับการได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปยังอดีตที่หอมหวาน หรือขมขื่น ก่อนที่จะรับรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นเพียงภาพมายาในอดีตที่ผ่านไปแล้ว
  2. การระบายอารมณ์และความอัดอั้นภายในใจ : เพลงเศร้าสามารถดึงหรือปลุกเร้าอารมณ์ของเรา แม้เราจะไม่ได้มีประสบการณ์ตามเพลงนั้นทุกประการ แต่เราก็ยังสามารถเข้าใจความรู้สึกจนน้ำตาคลอได้ เพราะการเชื่อมความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับเสียงเพลง ช่วยให้เราได้ระบายอารมณ์และความรู้สึกเชิงลบในใจออกไป บางครั้งเราก็ได้ร้องไห้ออกมา จึงทำให้รู้สึกโล่งและสบายใจขึ้น
  3. ความเห็นอกเห็นใจ : เนื่องจากผู้ฟังสามารถรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครในเนื้อเรื่อง หรือในบทเพลงทำให้เราเกิดความเห็นอกเห็นใจกับเรื่องราวที่เล่ามา เราจึงสามารถเข้าถึงอารมณ์เศร้าไปพร้อมกับสุนทรียภาพของเพลงได้อย่างลึกซึ้ง แม้จะไม่ได้เผชิญด้วยตัวเองมาก่อนก็ตาม
  4. การจัดการและควบคุมอารมณ์ : งานวิจัยเผยว่า เมื่อผู้ทดลองเผชิญกับสถานการณ์แย่ ๆ รู้สึกหม่นหมอง เพลงเศร้าจะช่วยให้เราสามารถจัดการและควบคุมอารมณ์ความรู้สึกภายในจิตใจได้ โดยที่ทำให้ใจของเรายังคงสงบจากการปล่อยวางความหนักอึ้งในใจแล้วแทนที่ด้วยสุนทรียภาพทางดนตรี นอกจากนี้ การฟังเพลงยังเหมือนเป็นการสะท้อนเรื่องราวภายในใจให้ตัวเราตระหนักว่า แท้จริงเรากำลังรู้สึกแบบนี้ เพื่อหาทางควบคุมความรู้สึกนั้นให้ได้
  5. การมีเพื่อนในจินตนาการ : ผู้เข้าร่วมงานวิจัยหลาย ๆ คนเผยว่า เพลงเศร้าคล้ายกับการมีเพื่อนที่คอยนั่งฟัง แชร์ประสบการณ์ความผิดหวัง และความหนักอึ้ง ทำให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่หนักหน่วง และทำให้เตรียมพร้อมรับมือกับความเศร้าเสียใจไปด้วยกัน

จากที่ได้กล่าวมานี้ อาจจะสรุปได้ว่าการฟังเพลงเศร้านั้นได้ไปปลุกเร้าวงจรการแสวงหารางวัลภายในสมอง ที่ได้สร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการทำซ้ำของพฤติกรรม แม้เพลงหรือเรื่องราวที่รับฟังจะเป็นเรื่องราวที่โศกเศร้าก็ตาม ขณะเดียวกัน การทำงานของฮอร์โมนความเศร้าทำให้จิตใจของเราสงบนิ่งมากขึ้น พร้อมกับช่วยให้เราสามารถฉายภาพความทรงจำ หรือเรื่องราวที่มีความคล้ายคลึงกับเรื่องราวในเพลง ช่วยให้เราสามารถเตรียมการรับมือ ระบายอารมณ์ความรู้สึก พร้อมกับเห็นอกเห็นใจในเรื่องราวของตัวละครในเพลงนั้น ๆ ตลอดจนการมีเพลงเศร้าเป็นเพื่อนที่คอยปลอบประโลมจิตใจก็ยิ่งทำให้เราโหยหาสิ่งนั้นมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้การฟังเพลงเศร้าจะช่วยให้เรามีความสุขได้จากเหตุผลนานัปการก็ตามที แต่ในบางครั้งเพลงเศร้าก็ไม่อาจสามารถปลอบประโลมจิตใจของเราที่กำลังเผชิญกับเรื่องราวที่หนักอึ้งภายในจิตใจที่ถาโถมเข้ามาในจำนวนมากได้ เรายังคงต้องอาศัยคำปรึกษา การช่วยเหลือของจิตแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้วยเหมือนกัน

อ้างอิง 

AUTHOR

ส่งเสริมสังคมสร้างสรรค์ ด้วยการสื่อสารวิทยาศาสตร์