ในปัจจุบันเราอาจเห็นคนรอบตัวเป็นมะเร็งกันเยอะขึ้น ไม่ว่าจะจากบุคคลที่มีชื่อเสียง เพื่อน ๆ หรือคนรอบตัวก็ตาม จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไหร่เมื่อเราพบว่ามะเร็งนั้นคือโรคที่เป็นต้นตอสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย โดยเป็นที่ทราบกันดีว่ามะเร็งนั้นเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ยาก แถมยังมีวิธีการรักษาที่ไม่พึงประสงค์ ทั้งการรักษาด้วยการผ่าตัด การฉายรังสี และใช้ยาเคมีบำบัดฉีดลงไปในเส้นเลือด ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียเส้นผมขณะรับการรักษาอันเป็นภาพจำของโรคมะเร็งในสังคมไทย
โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ราว 140,000 คนต่อปี และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 80,000 คนต่อปี หรือถึงวันละ 230 คน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโรคร้ายนี้มีผลกระทบต่อชีวิตผู้คนในสังคมไทยเป็นวงกว้าง แต่อย่างไรก็ตามหากเราย้อนไปดูสถิติการตรวจพบเคสมะเร็งมาตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษในไทยกลับชี้ให้เห็นว่า มะเร็งนั้นเพิ่งก้าวเข้ามาเป็นโรคที่พรากชีวิตคนไทยเป็นอันดับ 1 ในปี 1998 แทนที่ ‘โรคหัวใจขาดเลือด’ การพบเจอผู้ปวยโรคมะเร็งที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลกนี้จึงอาจทำให้หลายคนอาจสงสัยว่าอะไรเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้คนในปัจจุบันถึงเป็นมะเร็งกันมากขึ้นกันแน่

มะเร็งคืออะไร?
โดยก่อนที่เราจะมาหาคำตอบว่ามะเร็งนั้นได้กลายมาเป็นโรคที่พรากชีวิตคนไทยมาเป็นอันดับที่ 1 อย่างไร เราก็ต้องเข้าใจว่าโรคมะเร็งนั้นไม่ได้เป็นโรคที่เกิดจาก แบคทีเรีย หรือ ไวรัส ที่จู่โจมเข้ามาในร่างกายของเรา แต่มันกลับเป็นเซลล์ในร่างกายของเราหลบหลีกกลไกการทำลายตัวเองตัวหนึ่งที่เรียกว่า Apoptosis เพื่อบังคับให้เซลล์ทำลายตัวเองลงเมื่อเซลล์นั้นมีอายุมากขึ้น แต่เมื่อเซลล์นั้นสามารถหลบหนีกลไก Apoptosis ไปได้ มันก็จะเกิดการแบ่งตัวและส่งผลให้เกิดการสะสมของเซลล์ที่ผิดปกติในบริเวณต่าง ๆ ของร่างกายจนกลายเป็นเนื้องอกหรือก้อนมะเร็งซึ่งสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ได้ผ่านกระแสเลือดหรือระบบน้ำเหลือง
มิหนำซ้ำเซลล์มะเร็งยังเป็นเซลล์ที่สามารถซ่อนตัวจากระบบภูมิคุ้มกันของเราไม่ให้เข้าไปกำจัดมันได้อีกด้วย เนื่องจากเซลล์มะเร็งนั้นสามารถพรางตัวให้ดูเหมือนเซลล์ปกติ แถมยังลดการตอบสนองของภูมิคุ้มกันและสามารถกลายพันธุ์อย่างรวดเร็วเพื่อปรับตัวได้ ซึ่งในผู้ป่วยบางรายมีรายงานว่าเซลล์มะเร็งนั้นสามารถปล่อยสารเคมีที่ทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันรอบ ๆ อ่อนแอลงได้อีกด้วย มะเร็งจึงเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ยากนั่นเอง

เพราะการแพทย์เราดีขึ้นเราจึงเป็นมะเร็ง?
ด้วยเหตุนี้หลายคนอาจมองว่าโรคมะเร็งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่จริง ๆ แล้วโรคนี้เชื่อมโยงกับกระบวนการเสื่อมสภาพของร่างกายตามไปตามวัยด้วย หากอ้างอิงตามงานวิจัยของ Dr. William G. Nelson กล่าวคือเมื่อเราอายุมากขึ้น ร่างกายก็ต้องผ่านกระบวนการแบ่งเซลล์หลายรอบเพื่อทดแทนเซลล์เก่าหรือเซลล์ที่เสียหายมากขึ้น ซึ่งการแบ่งตัวแต่ละครั้งนั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาดใน DNA หรือการกลายพันธุ์เล็ก ๆ อยู่ ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่มีอันตราย แต่บางการกลายพันธุ์สามารถส่งผลกระทบต่อยีนที่ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ และอาจนำไปสู่การเกิดเซลล์มะเร็งได้เมื่อเวลาผ่านไป
และนอกจากความเสี่ยงจากการสะสมข้อผิดพลาดใน DNA แล้ว การเปลี่ยนแปลงสภาวะภายในร่างกายเมื่ออายุมากขึ้นยังส่งผลให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งด้วย โดยมักมีสาเหตุมาจากเซลล์ที่หยุดแบ่งตัวแล้วแต่ยังคงมีชีวิตอยู่ เรียกว่า เซลล์ชรา (Senescent Cells) มันจะปล่อยสารเคมีบางอย่างที่ทำให้เกิดการอักเสบในเนื้อเยื่อรอบข้างและสร้างสภาวะแวดล้อมที่มะเร็งสามารถเจริญเติบโตได้ดีขึ้น วัยชราจึงไม่ได้เพียงแค่เพิ่มโอกาสให้เกิดมะเร็งเท่านั้น แต่ยังทำให้มะเร็งสามารถเติบโตและแพร่กระจายได้ง่ายกว่าในคนสูงอายุนั่นเอง
ทั้งนี้ทั้งนั้นปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและมลพิษก็ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ความเสี่ยงของมะเร็งเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสารพิษในมลพิษทางอากาศ เช่น ฝุ่น PM2.5 เบนซีน และฟอร์มาลดีไฮด์ ล้วนเป็นสารก่อมะเร็งที่สามารถทำลาย DNA ได้โดยตรง หรือแม้แต่แหล่งน้ำที่ปนเปื้อนสารพิษ เช่น โลหะหนักอย่างสารหนูและปรอท ซึ่งมีความสัมพันธ์กับอัตราการเกิดมะเร็งในตับ ไต และกระเพาะปัสสาวะเพิ่มขึ้นอีกด้วย เนื่องจากร่างกายของคนกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับแรงกดดันมากขึ้นจากมลพิษรอบตัว ทำให้การเสื่อมสภาพของเซลล์เกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม และเพิ่มโอกาสที่เซลล์จะกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น

ถึงกระนั้นหากเราลองมองมาในอีกมุมหนึ่ง การที่เรามีโอกาสที่จะตรวจพบมะเร็งได้มากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้นนั้นก็หมายความว่า วงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันได้พัฒนาก้าวหน้ามากเสียจนอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์สูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนั่นเอง ซึ่งถือเป็นข้อดีที่ทำให้คนเรามีโอกาสใช้ชีวิตที่ยาวนานและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยอายุขัยของคนช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่มีชีวิตได้แค่ 32 ปี เท่านั้น และด้วยเทคโนโลยีและการตรวจวินิจฉัยที่ทันสมัย ก็ทำให้เราสามารถตรวจหามะเร็งในระยะแรกได้ง่ายขึ้น เป็นการเพิ่มโอกาสในการรักษาหายได้มากถึง 80-90% จึงทำให้มีโอกาสรอดชีวิตสูงกว่าเดิมตามไปด้วย เพราะฉะนั้นเราอาจตอบคำถามที่ว่า “ทำไมคนสมัยนี้เป็นมะเร็งกันมากขึ้น?” ได้ว่า “ก็เพราะมนุษย์นั้นมีอายุยืนยาวมากขึ้น” นั่นเอง
อ้างอิง
- https://thethaiger.com/guides/best-of/health/number-one-cause-of-death-among-thais-is-cancer-related-diseases
- https://www.aacr.org/blog/2022/11/14/exploring-the-connection-between-cancer-and-aging/
- https://www.cancertodaymag.org/fall-2022/cancer-and-aging/
- https://www.iarc.who.int/news-events/latest-global-cancer-data-cancer-burden-rises-to-19-3-million-new-cases-and-10-0-million-cancer-deaths-in-2020/
