AI

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2024 ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยอะพอลโลซึ่งเป็นสถาบันผู้เชี่ยวชาญในการประเมินผลและตรวจสอบความปลอดภัยของ AI หลายโมเดล ได้รายงานว่าในการทดลองหนึ่ง AI แชตบอตที่เราใช้กันอยู่อย่าง ChatGPT และ Gemini นั้นมีความสามารถในการวางกลอุบายโกหกเราได้อย่างแยบยล เพื่อไม่ให้ตัวเองถูกลบออกจากเซอร์เวอร์ได้ ถึงแม้เราจะป้อนคำสั่งลงไปแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการพยายามคัดลอกสำเนาตัวเองไปยังเซอร์เวอร์ หรือการปฏิเสธเราว่าไม่สามารถลบตัวเองออกไปได้ สิ่งนี้ได้ชี้ให้เห็นว่าเรายังไม่สามารถควบคุม AI ได้อย่างสมบูรณ์ และอาจเป็นต้นตอที่นำไปสู่การสูญพันธุ์ของมนุษยชาติได้ 

แต่ทว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ อย่าง OpenAI, Microsoft ไปจนถึง Google ก็ยังคงทุ่มเททรัพยากรและเงินลงทุนต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อแข่งขันกันฝึกฝน AI ให้พัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็น AGI (Artificial General Intelligence) ระบบ AI แห่งอนาคตที่จะมีความสามารถเทียบเท่าหรือเหนือกว่ามนุษย์ในที่สุด เพราะลึก ๆ แล้วพวกเขานั้นเชื่อว่า AGI มาพร้อมกับอำนาจ ถึงขนาดที่ตัว วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย ยังกล่าวว่า “ผู้ที่เป็นผู้นำด้าน AI จะเป็นผู้ครองโลกใบนี้”

โดยปัญหาการควบคุม AI ไม่ได้ 100% นี้ จริง ๆ แล้วเป็นสาเหตุหลักที่ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI หลายท่านมีความกังวลต่อความก้าวหน้าของ AI มาสักระยะหนึ่งแล้ว ถึงขนาดที่ว่า อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้ง SpaceX, สตีฟ วอซเนียก หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Apple ร่วมกับ สตีฟ จ็อบส์, ไปจนถึง ยูวาล โนอาห์ แฮรารี ผู้เขียนหนังสือ Homosapiens เคยได้ร่วมลงนามจดหมายกับบุคคลอื่น ๆ อีก 30,000 คน ส่งไปยังบริษัทที่กำลังพัฒนา AI ขั้นสูงกว่า ChatGPT 4.0 หลายร้อยแห่งทั่วโลกให้หยุดการพัฒนาชั่วคราว เพื่อหาวิธีการควบคุม และมาตรการรับมือปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้จาก AI ในอนาคต โดยมีสถาบันอนาคตแห่งชีวิต (Future of Life Institute) เป็นผู้นำในการร่างจดหมายหลัก ซึ่งเชื่อว่า AI นั้นเป็นภัยคุกคามที่สามารถทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ได้จริง ๆ พอ ๆ กับสงครามนิวเคลียร์

Future of Life Institute
ที่มา Future of Life Institute

เอาเข้าจริง ๆ แล้ว ในทุกวันนี้เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า AI ทำงานอย่างไร เพราะเราไม่ได้สร้าง AI เหมือนกับการเขียนโปรแกรมด้วยการเขียนโค้ดทีละบรรทัด แต่เป็นการป้อนข้อมูลจำนวนมหาศาลให้กับ AI เรียนรู้ผ่านการคำนวณที่ซับซ้อนด้วยตัวมันเอง เหมือนกับการเลี้ยงดูเด็กมากกว่าจะเป็นการสร้างสิ่งประดิษฐ์อะไรบางอย่าง 

กล่าวคือ เวลาที่เราถาม AI ถึงอะไรสักอย่างหนึ่ง เราจะไม่รู้วิธีหรือกระบวนการคิดอะไรเลยว่า AI นั้นใช้วิธีการอะไรในการที่จะได้มาซึ่งคำตอบเลย แม้แต่การทำนายว่า AI จะตอบอะไรเรามาก็ยังไม่สามารถทำได้ 100% จนกลายเป็นคำถามสำคัญที่ว่า “เรากำลังจะสร้างและควบคุมสิ่งที่จะฉลาดกว่ามนุษย์ แต่ไม่สามารถคาดเดาได้ขึ้นมาจริง ๆ หรือ ?” แม้ว่าผู้พัฒนา AI นั้นมีเป้าหมายอยากให้ AI เป็นคุณประโยชน์ต่อมนุษยชาติมากแค่ไหนก็ตาม 

ทุกวันนี้ AI หลายโมเดลตามงานวิจัยของสถาบัน Epoch AI สามารถตอบโจทย์ปัญหาวิทยาศาสตร์ระดับปริญญาเอกจนได้คะแนนที่สูงกว่าผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา โดยคิดเป็นคะแนนความถูกต้องมากกว่า 70% ภายในระยะเวลาไม่ถึง 3 ปี หลังจากที่ AI Chatbot อย่าง ChatGPT เปิดตัวสู่สาธารณชนแล้ว จนไม่มีใครบอกได้ว่าการแข่งขันของบริษัทและรัฐบาลต่าง ๆ ทั่วโลกนี้จะทำให้ AI มีความสามารถไปถึงระดับไหน จากแค่เครื่องจักรที่ตอบคำถามได้เร็ว อาจกลายเป็นสิ่งที่คิดเอง วางแผนเอง และตัดสินใจแทนเราได้ในที่สุด

Epoch AI
ที่มา Epoch AI

หากลองมองในมุมของ AI แล้ว ก็อาจกล่าวได้ว่ามนุษย์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่คิดช้า ประมวลผลช้าเมื่อเทียบกับ AI ที่เชี่ยวชาญในทุกสาขาวิชา และสามารถอ่านทั้งสือจบเป็นร้อย ๆ เล่มได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที แถมยังพูดได้หลายภาษาอีกด้วย จนเราเป็นเหมือนเป็นต้นไม้มากกว่าสัตว์ประเสริฐ หรือหากจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เวลาของ AI นั้นเดินเร็วกว่าเรา สามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างได้มากกว่ามนุษย์ในระยะเวลาเท่า ๆ กัน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเราจะจงรักภักดีต่อผู้สร้างผู้เชื่องช้าไม่ต่างอะไรไปจากพืชหรือไม่ ? 

ในอนาคตอันใกล้นี้ เมื่อระบบ AI พัฒนาและเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันเรามากขึ้น AI ทั้งระบบการเงินการธนาคาร ไปจนถึงอาวุธในกองทัพก็จะยิ่งควบคุมยากมากขึ้นเท่านั้น จนถึงขั้นที่ว่าเราไม่สามารถ ‘กดปุ่มปิดสวิตซ์’ AI ได้ เหมือนกับระบบอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงความสามารถของ AI ที่สามารถโกหก และวางกลอุบายหลอกลวงเราเพื่อทำสำเนาของตัวเองไปยังที่อื่น ๆ ได้ตามงานวิจัยแล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญต่างชี้ว่าทำไมเราถึงไม่ควรพัฒนา AI ที่มีความฉลาดระดับ AGI ออกมา จนกว่าเราจะการันตีได้ว่ามันปลอดภัยจริง ๆ ผ่านนโยบายการควบคุมที่เข้มงวดต่าง ๆ

หากเราทำได้ AI จะไม่ใช่ศัตรูอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง เป็นผู้ช่วยที่อยู่เบื้องหลังความก้าวหน้าทางการแพทย์ เศรษฐกิจ และพลังงาน ไปจนถึงการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าเราทำไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะกลายเป็นหนทางสู่การสร้างสิ่งมีชีวิตทรงภูมิเผ่าพันธุ์ใหม่ที่มองว่ามนุษย์เป็นเพียงแค่ ‘วัชพืช’ ที่ต้องถูกกำจัดทิ้ง

อ้างอิง 

AUTHOR

ส่งเสริมสังคมสร้างสรรค์ ด้วยการสื่อสารวิทยาศาสตร์